สูตรบำรุงผิว


มือใหม่กรุณาอ่านที่นี่ - กรุณาอ่านก่อนตั้งคำถาม

ความเสถียรของ active ingredient (สารออกฤทธิ์) ในเครื่องสำอาง

สูตร anti-aging cream, eye-cream, whitening serum, body lotion, makeup remover, อื่นๆ มาแบ่งปันกันนะคะ

ความเสถียรของ active ingredient (สารออกฤทธิ์) ในเครื่องสำอาง

โพสต์โดย staff » จันทร์ ก.ค. 30, 2012 5:25 pm

สวัสดีค่ะ

เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง pH จึงจะขออธิบายรายละเอียดให้สมาชิกทุกท่านทราบ เกี่ยวกับค่า pH รวมถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่มีต่อประสิทธิภาพเครื่องสำอางค์ ดังนี้นะค่ะ

1. pH (ค่าความเป็นกรด ด่าง)
ตามปกติแล้ว ส่วนผสม ingredient ต่างๆ ก็จะมี pH ในตัวมันเอง และจะมี pH range ที่ตัวมันสามารถอยู่ได้ หรือเรียกว่า stable pH range (ช่วง pH ที่ทำให้สารนี้เสถียร)

สาเหตุที่เราต้่องคำนึงถึงความเสถียร เนื่องจากว่าเราต้องการให้ active ที่เราเติมเข้าไป สามารถคงประสิทธิภาพได้ในระยะยาวอย่างน้อย 2-3ปี ตามค่าเฉลี่ยของเครื่องสำอางค์ทั่วๆไป หาก active ตัวนั้นๆที่เติมเข้าไป เกิดความไม่เสถียร ยกตัวอย่างเช่น stable pH range อยู่ที่ 3.5-6.5 แต่เราไปใส่ในเครื่องสำอางค์ที่มี pH 7.5 ก็จะทำให้ active ตัวนั้นเสียประสิทธิภาพไปเรื่อยๆ โดยความเร็วในการเสียประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับสารนั้นๆเอง และปัจจัยอย่างอื่นที่กำลังจะพูดถึงในข้อต่อไปคะ

การพิจารณาค่า pH ที่เหมาะสมนั้น อย่างแรกเราดู pH ของตัว ingredient ก่อน ยกตัวอย่างเช่น Vitamin C MAP จะมี pH 7.5-8.5 โดยมี stable pH range = 6.0-8.5 นั่นหมายถึง เมื่อเรานำไปผสมในของเหลว ก็จะทำให้ pH รวมมีค่าสูงขึ้นด้วยคะ ยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งคือ Vitamin C L-Ascorbic Acid ซึ่งจะมี pH ต่ำ (เป็นกรด) เช่นเดียวกันเมื่อเราในไปใส่ของเหลว ก็จะทำให้ของเหลวนั้นมี pH ต่ำลง

หากเรานำ Vitamin C MAP มาผสมไปผสมอยู่ในของเหลวที่เป็นกรดที่มี pH ต่ำกว่า 6.0 ก็จะทำให้ Vitamin C MAP เกิด unstable และก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และหมดประสิทธิภาพไป เพราะฉะนั้น เวลาเราเลือก active ingredient ก็ต้องพิจารณา pH ของตัวมันเอง และ stable pH range ด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับตัวอื่น และเพื่อให้แต่ละตัวสามารถทำงานเข้ากันได้ นั่นเป็นสาเหตุที่เราต้องพิจารณาค่า pH ที่เหมาะสมของเครื่องสำอางค์เสมอคะ โดยให้คำนึงไว้เสมอว่า หาก ingredient ตัวนั้นไม่ได้มีกำหนดว่าต้องการ pH ช่วงไหน ก็ให้คิดว่า pH ที่ไม่เป็นกรด และเป็นด่างมาก โดยเฉพาะ active ที่มาจากสารสกัดธรรมชาติ พวกนี้กลัวความเป็นกรดแทบทุกตัวคะ

final product หรือเครื่องสำอางค์สำเร็จที่เราผสมขึ้นมา ควรจะมี pH อยู่ที่ประมาณ 5.5-7.0 คะ เนื่องจากสภาพผิวเราจะมีความเป็นกรดนิดๆ แต่สุดท้าย ควรจะอยู่ที่ 5.5 หรือ 6 หรือ 6.5 หรือ 7 ก็ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบต่างๆนั่นแหละคะ ว่าเราผสมอะไรลงไปบ้าง และแต่ละตัว stable ใน pH ช่วงใดบ้าง

การปรับค่า pH ให้เหมาะสมนั้น สามารถเลือกใช้ทั้งกรดและด่างได้ดังนี้ค่ะ
กรด เรามักใช้ Citric Acid เพื่อปรับ pH ลง
ด่าง เราสามารถเลือกได้ทั้ง Triethanolamine หรือ Sodium Hydroxide เพื่อปรับ pH ขึ้น


2. แสงแดด, แสง UV
แสงเอง มีผลอย่างมาก ที่จะทำให้สารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผง เป็นของเหลว หรือเป็นน้ำมัน เสียประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่นน้ำมันธรรมชาติ เช่น rose hip oil หากเรานำมาตั้งไว้ให้แสงส่องได้โดยตรง แสงก็จะทำลายน้ำมัน และทำให้หมดประสิทธิภาพ บ่อยครั้งจะทำให้เกิด rancid (หรือเสีย) ลองสังเกตุดู น้ำมันสกัดต่างๆเวลาเค้าบรรจุขวด มักจะใส่ในขวดสีชาคะ หากเราต้องการเก็บ ingredient ต่างๆในระยะยาว สรุปได้ง่ายเลยว่า ห่างไกลจากแสงแดดมากที่สุดคะ (เหมือนผิวมนุษย์เลยคะ จะทำให้เราแก่เร็ว เมื่อโดยแสงแดด)

3. อุณหภูมิ
อันนี้ทุกๆคนจะเห็นบ่อยมากที่สุดคะ เครื่องสำอางค์ทุกชนิด จะมีเขียนไว้ข้างขวด ว่าเก็บไว้ในที่แห้ง/เย็น ไม่เกิน 25องศา สาเหตุเนื่องจาก active ingredient ทุกตัว จะมี range อุณหภูมิของมันเอง อย่างไรก็ตาม แต่ละตัวก็มีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่างกัน ผู้ผลิตเครื่องสำอางค์สำเร็จรูป เลยมักจะให้เก็บไว้ต่ำกว่า 25องศา ซึ่งถือว่า "OK" กับ ingredient ส่วนใหญ่ค่ะ โดย ingredient บางตัวจริงๆ ที่จะมีข้อกำหนดพิเศษ ในการเก็บ ยกตัวอย่างเช่น Ceramide ซึ่งมีอายุสั้น เพียงไม่เกิน 6เดือน และต้องเก็บในตู้เย็นเสมอ หรือว่าจะเป็น Sea kelp Bioferment ก็เช่นกัน ต้องเก็บในตู้เย็นเสมอ เนื่องจากเป็นสารที่บ่มแบบเดียวกับการทำโยเกิร์ต

ขอบคุณค่ะ
Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 11948 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

ย้อนกลับไปยัง สูตรบำรุงผิว

X