สูตรบำรุงผิว


มือใหม่กรุณาอ่านที่นี่ - กรุณาอ่านก่อนตั้งคำถาม

การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

สูตร anti-aging cream, eye-cream, whitening serum, body lotion, makeup remover, อื่นๆ มาแบ่งปันกันนะคะ

การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย staff » พฤหัสฯ. ม.ค. 03, 2013 5:42 pm

สวัสดีค่ะ

เนื่องจากมีหลายคนสอบถามเกี่ยวกับการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนประกอบ หรือ ready to use ขออธิบายดังนี้ค่ะ

การเก็บรักษา เราเน้นเพื่อจุดประสงค์ป้องกันการเกิด 2สิ่งนี้

1. การบูด เน่า เสีย

เนื่องจากส่วนประกอบ หรือ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อาจมีเชื้อโรคต่างๆเข้าไปในนั้นได้ ซึ่งเมื่อเชื้อโรคก่อตัวได้ถึงขั้นหนึ่ง ก็จะทำให้ส่วนประกอบ หรือผลิตภัณฑ์นั้นๆเสีย เชื้อโรคเหล่านี้ เจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีน้ำ เพราะฉะนั้น จะสังเหตุเห็นว่า ส่วนประกอบที่เป็นผงแห้ง หรือเป็นน้ำมัน ก็จะไม่บูดเน่าเสีย แต่ส่วนประกอบที่เป็นของเหลวโดยมีน้ำ (H20 นะ ไม่ใช่น้ำอย่างอื่น เช่นน้ำมัน, Propylene Glycol, Glycerin พวกนี้เหลวจริงแต่ไม่ใช่ H2O) หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไม่ว่าจะเป็นครีมหรือเจล (ซึ่งมีน้ำ H2O ผสมอยู่ด้วย) ก็จะสามารถบูดเน่าเสียได้ การป้องกันคือ ก.เก็บในตู้เย็น เนื่องจากเชื้อโรคเหล่านี้จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่เย็น แต่ก็ได้เพียงชะลอ ข.เติมสารกันเสียสำหรับเครื่องสำอางค์ ตรงนี้จะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้

2. การเสื่อมประสิทธิภาพ (เช่นเกิด oxidation, ฯลฯ)

การเสื่อมประสิทธิภาพ โดยมาก เกิดจากการเกิด oxidation (หรืออนุมูลอิสระ) เมื่อสารนั้นๆสัมผัสกับสภาวะที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันสกัดธรรมชาติต่างๆ สามารถเกิด oxidation ได้ เมื่อสัมผัสกับอากาศ หรือโดนแสงแดด จะเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้น้ำมันเกิดกลิ่นหืน วิธีการป้องกันการเกิด oxidation เช่นการเติมสาร anti-oxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ) เช่น Vitamin E (dl-alpha tocopherol) หรือการเติมสารสกัดโรสแมรี่

ส่วนประกอบชนิดอื่นๆ ก็สามารถเกิด oxidation ได้ เมื่อสัมผัสกับบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น Vitamin C ชนิด L-ascorbic acid เมื่อสัมผัสกับน้ำโดยตรง ก็จะเกิดการ oxidation โดยจะเปลี่ยนตัวเองเป็นสีเหลือง และเสื่อมคุณภาพ วิธีการป้องกันคือการผสมสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เหมาะกับสารนั้นๆ เช่น ferulic acid + vitamin E d-alpha tocopherol มีประสิทธิภาพดีในการยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระของ l-ascorbic acid

สารเปปไทน์ทุกประเภท สารสกัดจากธรรมชาติแทบทุกประเภท จะเสื่อมประสิทธิภาพ เมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนเกินไป และเมื่อโดนแสงแดด วิธีการป้องกันคือ การเก็บไว้ในที่เย็น ในตู้เย็น เสมอ

การเสื่อมประสิทธิภาพ มีปัจจัยหลัก ที่ส่วนประกอบแทบทุกประเภท เมื่อเจอแล้วจะเร่งทำให้เสื่อมประสิทธิภาพคือ 1.อุณหภูมิ 2.แสง 3.อากาศ เพราะฉะนั้น หากเราเลี่ยง 3 ปัจจุบันที่ได้ดี ก็จะทำให้เราสามารถเก็บรักษาส่วนประกอบต่างๆไว้ได้นานที่สุด

ถ้าสงสัยว่าสารไหน ควรเก็บรักษาอย่างไร กลัวความร้อน กลัวแสง กลัวอะไรบ้าง สามารถดูรายละเอียดวิธีการเก็บรักษา ของสารแต่ละประเภท ในหน้ารายละเอียดสินค้าได้เลยคะ ทางผู้ผลิตจะมีแจ้งวิธีการเก็บรักษาไว้อย่างชัดเจน
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 9031 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย staff » พฤหัสฯ. ม.ค. 03, 2013 5:48 pm

คราวนี้มาถึงคำถามที่พบบ่อย สมาชิกจะสอบถามกันว่า ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ที่ปรุงเสร็จแล้ว ควรจะเก็บรักษาอย่างไร ตรงนี้ครอบคลุมไปถึง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์สำเร็จรูปทุกชนิดที่จำหน่ายในท้องตลาดด้วยนะคะ

ใช้หลักการณ์ที่ได้พูดถึงข้างบนคะ ถ้าเครื่องสำอางค์นั้นๆ มีสารกันเสียกันบูดแล้ว ก็ตัดข้อ 1 ทิ้งไปได้เลย เราไม่กังวลเรื่องเน่าบูดเสีย แต่ก็เหลือที่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมประสิทธิภาพ

เรื่องเสื่อมประสิทธิภาพ ก็พิจารณาแยกตามส่วนประกอบที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆคะ เช่น ถ้ามี A, B, C ผสมอยู่ โดย A กลัวแสงแดด B กลัวความร้อน C ไม่กลัวอะไรเลย พอเราเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องที่ร้อนๆ B ก็จะค่อยๆเสื่อมก่อน โดย A และ C อาจจะยังมีประสิทธิภาพดีอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว สารแทบทุกตัว จะกลัวเหมือนๆกันคือ ทั้งความร้อน ทั้งแสงแดด

สรุปคือ ดีที่สุดถ้าเราเก็บในที่เย็นและใส่ภาชนะทึบแสง และป้องกันอากาศ
แย่ที่สุดคือ ร้อน มีแสงแดด และเปิดฝาเจออากาศโดยตรง


ขอบคุณค่ะ
Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 9031 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย staff » พุธ ก.ค. 17, 2013 4:07 pm

เพิ่มเติมค่ะ สำหรับคำถามว่า เก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นานแค่ไหน เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องจะเก็บไว้ได้นานแค่ไหน เน้นย้ำว่า ด้านประสิทธิภาพเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่ด้านการบูดเน่าเสีย ซึ่งได้พูดถึงไปแล้วข้างบน

คำตอบดังนี้ค่ะ

อายุของผลิตภัณฑ์ เราทำได้แค่ประเมินดูคะ ไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจน ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ต่างๆที่เค้าจำหน่ายกันคะ ปัจจุบันกระบวนการทดสอบ efficacy ยังใช้กันอยู่แค่เฉพาะยารักษาโรค และต้องเป็นยารักษาโรค ที่ผลิตภายใต้โรงงานที่ควบคุมมาตรฐานระดับโลกด้วยค่ะ เพราะการทำ efficacy test เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก และต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง สมมุติว่าต้องการ test ว่า ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 24เดือน แล้วยังดีอยู่หรือเปล่า ก็ต้อง test ด้วยการใช้เวลาจริง คือรอ 24เดือนค่ะ และก็ test ภายใต้สภาวะแวดล้อมหลายๆอย่าง เช่นโดนแสง โดนความชื้น ฯลฯ

เพราะฉะนั้น วิธีการประเมินอายุของเครื่องสำอาง จึงทำการประเมิน จากอายุของวัตถุดิบทั้งหลาย ตราบใดที่เราตรวจสอบแล้วว่า วัตถุดิบเหล่านั้น อยู่ในสถาวะที่สามารถเสถียรอยู่ได้ (ให้ดูข้อจำกัดของวัตถุดิบแต่ละรายการในหน้าผลิตภัณฑ์นั้นๆค่ะ ก็เท่ากับว่า สามารถอยู่ได้เท่ากับที่ผู้ผลิตกำหนด

ยกตัวอย่างเช่น Vitamin B3 ที่เราผสมนั้น จะหมดอายุอีก 20เดือน โดยผู้ผลิตให้เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง และอยู่ใน pH ที่เหมาะสม นั่นหมายถึงว่า การที่เรานำมาผสมในครีม แล้วเก็บไว้ในอุณภูมิห้อง และสูตรของเรามี pH ที่เหมาะสมตามที่ผู้ผลิตบอก Vitamin B3 ในสูตรเราก็จะมีอายุเท่ากับ 20เดือนเช่นกัน หากถามต่อว่า แล้วสูตรเรามีส่วนผสมหลายๆตัวหละ ก็คิดแยกเป็นตัวค่ะ เพราะเวลาตัวไหนเสื่อม ไม่ได้แปลว่าตัวอื่นจะต้องเสื่อมด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ
Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 9031 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย jnrkmi » พฤหัสฯ. ส.ค. 01, 2013 12:41 pm

ขอบคุนจ้า
jnrkmi
 
โพสต์: 11 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร มี.ค. 26, 2013 1:29 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย d_pittaya » พฤหัสฯ. ก.ย. 03, 2015 1:59 pm

สอบถามเพิ่มเติมค่ะ ระหว่าง 1.แสงไฟในบ้าน (ไม่ใช่แสงแดด) 2.อุณหภูมิห้อง 3.อากาศ
สิ่งไหนทำให้น้ำมันธรรมชาติเสียเร็วกว่ากัน และสิ่งไหนทำให้ประสิทธิภาพลดลงเร็วกว่ากันคะ

ขอบคุณมากค่ะ
d_pittaya
 
โพสต์: 1 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ เม.ย. 22, 2015 1:13 am
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย staff » จันทร์ ต.ค. 19, 2015 5:34 pm

สวัสดีคะ

ทีมงานขออธิบายดังนี้คะ

อุณหภูมิ และแสงแดด [แสงหลอดไฟ มีหลายชนิด มีทั้งชนิดที่แทบไม่มี UV เช่น หลอด fluorescent บางชนิด, หลอด LED บางชนิด] เป็นองค์ประกอบ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ได้เร็วขึ้นคะ แต่องค์ประกอบสำคัญคือ oxygen ซึ่งหากไม่มี oxygen ก็ไม่มีการเกิด oxidation

อย่างไรก็ตาม กระบวนการ oxidation เป็น chain reaction ซึ่งเกิดต่อไปได้เรื่อยๆหลังจากเกิดขึ้น 1 reaction แล้ว นั่นหมายถึง เราไม่มีทางหยุดได้ ทำได้แค่ชะลอ เนื่องจาก น้ำมันเหล่านี้มีอนุมูลอิสระ ตั้งแต่ออกจากโรงงานแล้ว แม้ว่าเราจะควบคุมไม่มีสัมผัสกับ oxygen หลังจากนั้น ก็ยังจะเกิด oxidation ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ [แต่น้อยกว่าการปล่อยให้สัมผัสกับ oxygen เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ] โดยอุณหภูมิ และ UV ก็เป็นส่วนประกอบที่ส่งผลให้ reaction ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน

ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 9031 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย staff » ศุกร์ มี.ค. 18, 2016 7:55 pm

สวัสดีคะ

เนื่องจากมีสมาชิกหลายท่านสอบถามเกี่ยวกับอายุของเครื่องสำอาง หลังจากทำการผสม มีวิธีกำหนด หรือคำนวนอย่างไร โดยทั่วไป อายุตรงนี้ ที่จำต้องประเมิน และกำหนดเป็นอายุของผลิตภัณฑ์เรา แบ่งเป็น 2ส่วน คือ

1.อายุหลังเปิดใช้ คือ อายุที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพสารกันเสียเป็นหลัก เนื่องจากหลังจากเปิดใช้ ผลิตภัณฑ์จะต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยปกติ ผู้ผลิตเลือกที่จะกำหนดตรงนี้ เพื่อเพิ่มความสบายใจ เนื่องจากไม่ทราบว่า ผู้ใช้จะเอาไปเจอกับสิ่งสกปรกมากน้อยแค่ไหน และความสามารถในการป้องกันเชื้อโรคของสารกันเสีย เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะด้อยลงได้ จึงมีการกำหนดไว้ เพื่อความสบายใจของผู้ผลิต ว่าควรจะต้องใช้ให้หมดก่อนเมื่อไหร่ ตัวเลขที่มักจะมีความจำเป็นสำหรับครีมกระปุก มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอย่างมิดชิด เช่น ขวดปั๊ม เนื่องจากโอกาสที่เชื้อโรคจะสามารถเข้าไปสู่เนื้อผลิตภัณฑ์มีต่ำกว่ามาก อายุหลังเปิดใช้ตรงนี้ หากใช้เลขที่เกิดขึ้นจริง จะต้องเป็นการทดสอบในห้องแลป ด้วยการเพาะเชื้อในช่วงเวลาต่างๆ จนเชื้อโรคสามารถอยู่และเจริญเติบโตได้ ระยะเวลาตรงนั้นจะนำมาเป็นอายุหลังเปิดใช้ แต่ในปัจจุบัน ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากการทดสอบจริง เนื่องจากใช้เวลานานเกินไป และค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป จึงใช้วิธีกำหนดโดยประมาณการ หากผู้ผลิตเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีโอกาสให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ง่าย เช่น ครีมกระปุก, ลิปสติก , eye shadow ซึ่งมีโอกาสให้เนื้อผลิตภัณฑ์สัมผัสกับผิวได้บ่อยครั้ง ก็จะกำหนดให้สั้นหน่อย เช่น 6เดือน แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสสกปรกได้ยาก ก็จะกำหนดให้ยาวหน่อย เช่น 1ปี เป็นต้นคะ

2.อายุของผลิตภัณฑ์โดยรวม [ที่ที่ยังไม่ได้เปิดใช้ และเปิดใช้แล้ว] ตรงนี้เรียกว่าวันหมดอายุจริง เนื่องจาก ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จะด้อยลงไปเรื่อยๆจนถึงระดับที่ ใช้แล้วไม่ได้ผล หรือได้ผลน้อยเกินไปไม่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของสินค้าที่เราผลิตขึ้นมา

อายุของผลิตภัณฑ์โดยรวม คือ อายุของประสิทธิภาพส่วนผสม ที่เราต้องประเมินโดยคร่าว โดยใช้ข้อมูลและความรู้ช่วย เนื่องจากเทคนิคในการวัดการคงเหลือของสารต่างๆในสูตร แม้ว่าสามารถทำได้ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลามากเกินไป ส่วนใหญ่จึงไม่

คุ้มที่จะทำคะ วิธีที่ทำได้แม่นยำที่สุด คือ การเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในสภาวะที่ออกแบบมาเพื่อการทดสอบ เช่น 30องศา มีแสง , 30องศา ไม่มีแสง รวมถึงที่อุณหภูมิอื่นๆ จากนั้นนำมาทดสอบการคงเหลือของสาร ซึ่งวิธีนี้ปัจจุบันจะใช้เพียงการทำสอบอายุของยารักษาโรคเท่านั้น

อายุของผลิตภัณฑ์โดยรวม ปัจจุบันจึงใช้วิธีการประเมินจาก 2 อย่างคะ

อย่างแรกที่เราประเมินได้คือ ให้ดูจากอายุของส่วนผสมต่างๆที่ทางผู้ผลิตกำหนดมาคะ สารบางชนิด ผู้ผลิตจะกำหนดมาหลายปี บางชนิดกำหนดมาแค่ 2ปี บางชนิดกำหนดเพียง 1ปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อายุนี้ ไม่ใช่เป็นอายุแท้จริงของส่วนผสม แต่เป็นอายุที่ทางผู้ผลิตจะรับผิด

ชอบส่วนผสมนั้นๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆทำให้ไม่ได้ตรงตาม spec ถึงแม้อายุนี่ บ่อยครั้งมักจะเกี่ยวโยงกับอายุของประสิทธิภาพของส่วนผสมนั้นๆคะ

ขออนุญาติขยายความ ของความหมายของคำว่า ตรงตาม spec นะคะ

โดยปกติ ส่วนผสมเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นสารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะมาจากธรรมชาติ หรือสังเคราะห์จากเคมี จะมีข้อกำหนด spec ของสารนั้นๆ ตัวอย่างเช่น

Assay > 95%

ความหมายนี้ หมายถึง สารที่ผู้ผลิตจำหน่าย จะต้องมี ค่าความบริสุทธิ์ หรือปริมาณของสารนี้ มากกว่า 95%
เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น Assay จริงของสารนั้น จะค่อยๆลดลง แต่ถ้าหากนำไปตรวจและยังพบว่า Assay ยังมากกว่า 95% อยู่ ก็ถือว่า ยังผ่านมาตรฐานที่ทางผู้ผลิตกำหนดคะ

ค่ามาตรฐาน ที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยึดถือกัน คือ หากส่วนผสมนั้นๆ ยังอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 90% ของประสิทธิภาพเต็ม ถือว่าส่วนผสมนั้นยังผ่านมาตรฐานคุณภาพได้อยู่

หากวิเคราะห์เพิ่มเติม ก็จะเห็นภาพว่า การเสื่อมสภาพของสาร โดยปกติจะค่อยๆเสื่อมลดต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของทางผู้ผลิต ทางผู้ผลิตเองก็จะถือว่า สารนั้น ไม่ได้มาตรฐานแล้ว แต่ในความเป็นจริง โดยปกติ ประสิทธิภาพระดับที่ผู้ผลิตกำหนด เช่นในกรณีตัวอย่างนี้

หากลดลงเหลือ 85-90% ก็ยังถือว่า สูงอยู่มาก และยังสามารถทำงานได้ดี ในสูตรเครื่องสำอางที่เราผลิต

อายุของสาร เมื่อเทียบกับวันหมดอายุ ก็มีความหมายที่เราสามารถตีความได้คะ ตัวอย่างเช่น หากเราตรวจสอบวันหมดอายุของส่วนผสมแล้วพบว่า สารที่เราใช้นั้น มีอายุยาวนานถึง 5ปี แต่วันหมดอายุเหลือเพียง 1ปี เนื่องจากผลิตมานานแล้ว เราก็สามารถสบายใจได้ว่า สารที่เราใช้นี้

ยังจะมีประสิทธิภาพเพียงพอกับสามารถทำงานได้ดีในสูตรเราไปได้อีกหลายปี เนื่องจากอายุที่ยาวนาน หมายถึงการเสื่อมสภาพที่ช้ามาก

อย่างที่สองที่เราประเมินได้คือ การจัดเก็บคะ เครื่องสำอาง เมื่อผลิตเสร็จแล้ว เราต้องเข้าใจสภาพการจำหน่าย ว่าบ่อยครั้งที่ผลิตภัณฑ์จะต้องไปอยู่ในบริเวณที่ร้อน ซึ่งแน่นอน ส่งผลกระทบต่ออายุของผลิตภัณฑ์ แม้ว่าเราเองอาจจะไม่ทราบว่า แล้วด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนี้

จะทำให้ส่วนผสมต่างๆในสูตร ซึ่งผู้ผลิตอาจจะกำหนดไว้ว่าต้องเก็บในที่เย็น มีอายุสั้นลง ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่ทราบโดยชัดเจน ว่าอายุจะสั้นลงมากเพียงไร แต่เราสามารถนำข้อสังเกตุนี้ มาช่วยในการกำหนดอายุของผลิตภัณฑ์ที่เราผลิตออกจำหน่ายคะ

หากเรานำข้อมูลทั้ง 2 ข้อ ด้านบน มาพิจารณา ร่วมกับ ความคาดหวังของประสิทธิภาพของสูตรเรา ว่าเราจะถือว่า สูตรเราหมดประสิทธิภาพ เมื่อส่วนผสมต่างๆเหลือประสิทธิภาพต่ำกว่ากี่ % เราก็จะพอคาดเดาอายุของผลิตภัณฑ์ได้คะ

ตัวอย่างเช่น เราอาจจะกำหนดว่า ประสิทธิภาพเครื่องสำอางของเรา จะต้องไม่ต่ำกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์ใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปจนหมดอายุ เราก็เริ่มจากการวิเคราะห์อายุของส่วนผสมทั้หมด เช่น ส่วนผสมที่เราใช้ทั้งหมด มีอายุ 2ปี และวันหมดอายุยังมีเหลืออีกหลายเดือน เป็นวิธีที่

ปลอดภัย ที่เราจะประเมินว่า ส่วนผสมในสูตร ควรจะสามารถมีอายุอยู่ได้อีกอย่างน้อยๆ 2ปี [ประเมินจากมาตรฐาน ที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยึดถือกันที่ 90% ซึ่งแปลว่า หากการเสื่อมสภาพ เกิดขึ้นเป็นสมการเส้นตรง อีก 2ปีผ่านไป ประสิทธิภาพก็จะเหลืออย่างต่ำ 80% ]

ในกรณีที่ส่วนผสมบางชนิด จะต้องมีการแช่เย็น เพื่อให้มีอายุถึง 2ปี เราอาจจะสามารถพิจารณาเพิ่มเติมได้ว่า เนื่องจากผลิตภัณฑ์เรา จะต้องไปอยู่ในสภาพที่ร้อน จึงอาจจำเป็นต้องลดอายุลงมาบ้าง เช่นเหลือ 18เดือน หรือในบางกรณี เราอาจจะเลือกที่จะยังกำหนดไว้ที่เดิมที่ 2ปี แต่

เราจะต้องทราบดีว่า ส่วนผสมต่างๆอาจจะเสื่อมเร็วกว่าที่เราคาดหวังไว้ หากเราประเมินว่า ถ้าเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในที่ที่เหมาะสม เช่นที่เย็น 10-15องศา อายุผลิตภัณฑ์น่าจะถึงระดับ 2ปี แต่ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องที่ 30องศา เมื่อเวลาผ่านไป 18เดือน ประสิทธิภาพจะเหลือ 60% ตัว

เลขที่เป็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจว่า เราจะยังให้ผู้ใช้ใช้ต่อไปให้ครบ 2ปีหรือไม่ เพราะเมื่อประสิทธิภาพลดลงต่ำ ผู้ใช้ใช้แล้วไม่ได้ผล ก็อาจจะทำให้รู้สึกไม่ดีกับผลิตภัณฑ์ของเรา


การกำหนดทั้งตัวเลขวันหมดอายุ และตัวเลขอายุหลังเปิดใช้นี้ ปัจจุบันทาง อ.ย. ทั่วโลก ไม่ได้มีข้อกำหนดใดๆ เนื่องจากการประเมินตัวเลขที่เป็นไปตามข้อมูลของทางผู้ผลิตเองเท่านั้น สำหรับ อ.ย. ประเทศไทย ได้กำหนดว่าให้พิมพ์เพียงวันหมดอายุไว้บนฉลาก แต่ไม่ได้มีกำหนดใดๆอื่นๆเช่นต้องมีตัวเลขอายุหลังเปิดใช้ด้วย หรือ แนวทางการคำนวนวันหมดอายุ หากเป็น FDA ของ EU เอง จะกำหนดไว้เพียงว่า ต้องพิมพ์วันหมดอายุไว้ เฉพาะสินค้าที่คาดว่าจะมีอายุต่ำกว่า 30เดือน เท่านั้น และ FDA อเมริกา กำหนดว่า ผู้ผลิต สามารถเลือกที่จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์วันหมดอายุก็ได้ การเลือกพิมพ์วันหมดอายุก็เป็นความสมัครใจของผู้ผลิตเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตส่วนใหญ่ เลือกที่จะพิมพ์วันหมดอายุ เนื่องจาก หากไม่พิมพ์วันหมดอายุ ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพราะต้องรับผิดชอบไปตลอดเท่าที่สินค้านั้นวางจำหน่ายอยู่ เช่นในกรณีที่เกิดเน่าเสีย หรือเนื้อครีมแยกชั้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ผู้ผลิตเองก็ไม่สามารถปฎิเสธความรับผิดชอบได้ ว่าสินค้าหมดอายุแล้ว


ทีมงานขอขอบคุณคุณ C7 ที่ช่วยให้ข้อมูลบางส่วนในคำตอบนี้คะ


ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 9031 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย diybyme56 » พฤหัสฯ. มิ.ย. 09, 2016 4:36 pm

รบกวนสอบถามเพิ่มเติมค่ะ

หากไม่ต้องการใส่สารกันเสียในผลิตภัณฑ์ที่ผสมเพื่อใช้เอง จะมีการเตรียมภาชนะที่ใช้ใส่เเละผสมผลิตภัณฑ์ยังไงค่ะ เพื่อให้ปลอดเชื้อเเละเหมาะสมในการผสมสารต่างๆคะ?
ขอบคุณค่ะ
diybyme56
 
โพสต์: 5 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. มิ.ย. 09, 2016 4:07 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ทั้งส่วนประกอบ และสำเร็จรูป

โพสต์โดย c.chaitonthueg » เสาร์ มิ.ย. 17, 2017 6:38 pm

อยากถามว่าถ้าทำสคลับขัดผิวที่มีส่วนผสมที่เป็นผงกาแฟ ควรใช้สารกันเสียอะไรค่ะ
c.chaitonthueg
 
โพสต์: 1 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ มิ.ย. 17, 2017 6:14 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:


ย้อนกลับไปยัง สูตรบำรุงผิว

X