สูตรบำรุงผิว


มือใหม่กรุณาอ่านที่นี่ - กรุณาอ่านก่อนตั้งคำถาม

จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

สูตร anti-aging cream, eye-cream, whitening serum, body lotion, makeup remover, อื่นๆ มาแบ่งปันกันนะคะ

จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย staff » ศุกร์ ม.ค. 04, 2013 11:11 am

สวัสดีค่ะ

สมาชิกที่สนใจอยากจะเริ่มผสมเครื่องสำอางค์เอง หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมต้องปรุงเครื่องสำอางใช้เอง

-ราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณา รวมถึงการตลาดมากมาย เคยมีสมาชิกบางท่านให้ข้อมูลไว้เกี่ยวกับต้นทุนของผู้ผลิตเครื่องสำอางชั้นนำ ลองอ่านได้จากที่นี่

-ผลิตภัณฑ์ที่สดกว่า ทำให้ได้ผลดีกว่า เนื่องจากส่วนผสมหลายๆชนิด เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม จะทำให้เสื่อมคุณภาพได้ง่าย เช่นเปปไทด์บำรุงผิว ต้องเก็บอยู่ในตู้เย็นเสมอ แต่โดยทั่วไปแล้ว เครื่องสำอางในท้องตลาด ต้องผ่านหลายขั้นตอนตั้งแต่การผลิต จนมาถึงจำหน่ายตามร้านค้า และมาถึงมือลูกค้า ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 6 เดือน และอาจต้องผ่านสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเช่นแดด ความร้อน นอกจากนี้ สารบางชนิด เช่น Vitamin C เมื่อผสมอยู่ในน้ำแล้ว จะทำให้เสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพด้อยลงตามเวลา

-สามารถผสมส่วนผสมได้มากกว่า ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า

-สามารถเลือกส่วนผสมที่เหมาะกับผิวเราได้ดีที่สุด เนื่องจากไม่ใช่ส่วนผสมทุกชนิด ที่จะเหมาะกับผิวของทุกๆคน สารบำรุงผิวบางชนิดเหมาะกับบางคน แต่ใช้ไม่ได้ผลสำหรับบางคน

-ลดโอกาสการแพ้ เนื่องจาก เราสามารถเลือกส่วนผสม ที่เราไม่แพ้ และหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ทำให้เราแพ้ได้ รวมถึงการไม่ใส่น้ำหอม หรือการไม่แต่งสี ทำให้โอกาสที่ผลิตภัณฑ์จะระคายเคืองผิวมีต่ำลง

-ปลอดภัย และสบายใจ เมื่อเรารู้ว่า สิ่งที่เราใช้บนผิว มีส่วนผสมอะไรบ้าง โดยไม่มีส่วนผสมแปลกปลอมที่ในบางครั้งผู้ผลิตอาจจะไม่ได้แจ้งบนฉลากได้

หลายๆท่านอาจจะยังไม่แน่ใจว่าไม่รู้จะเริ่มต้นกันอย่างไรดี รู้แต่ว่าอยากได้บำรุงผิวแบบนั้น เพราะผิวหน้ามีปัญหาแบบนี้ ขอเล่าให้ฟังว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดีคะ โดยจะเน้นเฉพาะครีม / เจล / เซรั่ม บำรุงผิวหน้าคะ

อุปกรณ์ที่ต้องมี

จริงๆแล้วที่สำคัญก็คงมีแค่ ถ้วยผสม (แนะนำว่าเป็นถ้วยแก้ว จะดีที่สุด เพราะสารบางตัวที่เราผสมอาจจะทำปฎิกิริยากับพลาสติคได้) และช้อนคน (แนะนำว่าใช้เซรามิค) นอกจากนี้ ก็ ตาชั่งความละเอียดสูง (ระดับ 0.01กรัม) หรือถ้าไม่มี ก็ใช้ถ้วยตวงก็ได้คะ เดี๋ยวจะอธิบายคะ ว่าถ้าไม่ต้องการซื้อตาชั่ง เราใช้ถ้วยตวงแทน จะใช้อย่างไร และมีข้อจำกัดหรือไม่

นอกจากนี้ หากต้องการผสมสูตรที่ซับซ้อนขึ้น เช่นสูตร AHA อาจจะต้องมี pH meter หรือกระดาษลิตมัส ไว้ทดสอบค่า pH ให้เหมาะสมกับสภาพผิวด้วยคะ แต่ถ้าผสมสูตรบำรุงทั่วไป ไม่ต้องกังวลเรื่อง pH หรือความเป็นกรดด่างเลยคะ เนื่องจากส่วนผสมบำรุงผิวแทบทั้งหมด จะมีความเป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้วยกเว้นบางตัวจริงๆที่เป็นด่างเล็กน้อย pH ที่เหมาะสมที่ผิวเราคือประมาณ 4.5-6.5 ตราบใดที่อยู่ในช่วงนี้ถือว่า ok แต่ถ้าเป็นกรดหรือด่างเกินกว่านี้ จะเริ่มระคายเคืองผิวคะ ส่วนใหญ่แล้วถ้าเราผสมโดยทั่วไปจะได้ผลิตภัณฑ์ของเราออกมาเป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้วคะ

การศึกษา และทำความเข้าใจวิธีการผสม

วิธีการผสมนั้น อันดับแรกเราต้องเลือก รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการก่อนคะ โดยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลักๆมี 3ชนิดคือ

1.เจลหรือเอสเซ้นส์ ซึ่งจะประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนผสมหลัก แตกต่างที่เจลมีความหนืด แต่เอสเซ้นส์เป็นน้ำเหลว

2.ครีมหรือโลชั่น ซึ่งจะประกอบด้วยน้ำมันและน้ำ อาจมีซิลิโคนผสมด้วย โดยถ้าเป็นครีมก็จะมีน้ำมันเยอะหน่อย โลชั่นน้ำมันก็น้อยหน่อย

3.เซรั่ม ซึ่งประกอบด้วยซิลิโคน และน้ำ

สังเกตุดูว่าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์แบบไหนก็ต้องมีน้ำเป็นส่วนผสม ให้อ่าน "น้ำ ที่ใช้ในเครื่องสำอาง" ก่อนนะคะ เพื่อเข้าใจว่าเราสามารถใช้น้ำชนิดไหนได้บ้าง

แต่ละชนิด มีลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ เวลาทาลงบนผิว ความรู้สึกต่อผิวก็จะแตกต่างกันดังนี้คะ

เจล หรือ เอสเซ้นส์ จะเหมือนเป็นน้ำ ทาแล้วจะชุ่มหน้า ซักพักก็จะค่อยๆหายไป ทั้งจากการซึมและจากการระเหยของน้ำสู่อากาศ ข้อดีของเจลหรือเอสเซ้นส์คือ ไม่มีน้ำมัน ไม่ทำให้เหนียวเหนอะนะ(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่เราผสมลงไปด้วย แต่จากตัวของเจลหรือเอสเซ้นส์เอง เนื่องจากเป็นน้ำเปล่าๆ ไม่มีทางทำให้เหนียวเหนอะหนะได้) เหมาะสำหรับทั้งผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวมัน แต่ถ้าเราผสมส่วนผสมเข้าไปเยอะหน่อย ก็อาจจะเหมาะกับแค่ผิวแห้ง หรือผิวธรรมดาเท่านั้น เพราะมีโอกาสที่จะเริ่มเหนอะได้ ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์เจลหรือเอสเซ้นส์ เช่น Hada Labo Hyaluronic Gel หรือ SK-II Essence นั่นเองคะ

เซรั่ม จะเหมือนเป็นเจลที่ระเหยไว การซึมพอๆกับเจล แต่ส่วนผสมที่เป็นซิลิโคนจะระเหยสู่อากาศไว ทำให้รู้สึกสบายผิว ทั้งนี้จะเปรียบเทียบเรื่องการซึมของเจลหรือเอสเซ้นส์ กับการซึมของเซรั่มอีกทีคะ ซิลิโคนมีคุณสมบัติพิเศษคือ การระเหยที่ไวกว่าน้ำ(ซึ่งความเร็วในการระเหยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่แห้งหรือชื้นด้วย) และน้ำมันซึ่งไม่สามารถระเหยได้เลย โดยเมื่อเราผสมซิลิโคนชนิดระเหยไวๆลงไปในเซรั่มเยอะๆ เวลาทา เราก็จะรู้สึกว่าแป๊ปเดียวก็จะหายจากผิวไปเลย ซึ่งเกิดจากส่วนผสมบางส่วนซึมลงผิวไป แต่ซิลิโคนจะระเหยหายไป ทิ้งไว้แค่ความรู้สึกนุ่มลื่นบนผิว ตัวอย่างของเซรั่มที่ประกอบด้วยซิลิโคนเยอะๆเช่น Olay Regenerist หรือ Clinique Turnaround Concentrate การทำเซรั่มมีน้ำหนักเบา ระเหยไว ทำให้เหมาะกับทั้งผิวแห้ง ผิวธรรมดา และผิวมันด้วย คนที่มีผิวมันสามารถใช้ได้เพราะโอกาสที่จะทำให้เหนอะหนะ จะต่ำกว่าชนิดอื่นๆทั้งหมด

ครีมหรือโลชั่น เนื่องจากมีน้ำมันอยู่ น้ำมันจะเคลือบผิวไว้บางๆหลังจากทื่ทาลงไป ข้อดีคือ ช่วยลดการสูญเสียน้ำของผิว โดยเฉพาะเวลาที่เราอยู่ในสภาพอากาศแห้งซึ่งอากาศที่แห้งจะพยายามดึงน้ำออกจากผิวเรา แต่ข้อเสียคือ ไม่เหมาะสำหรับคนผิวมัน หรือเป็นสิวอุดตันง่าย เนื่องจากจะทำให้ผิวยิ่งมัน หรืออาจไปอุดตันรูขุมขนทำให้เกิดสิวอุดตันได้ เพราะฉะนั้นจะเหมาะกับคนผิวแห้งมากที่สุด แต่คนผิวธรรมดาก็น่าจะยังพอใช้ได้ สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วย

ได้พูดถึงเนื้อผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดแล้ว มาถึงวิธีการเลือกส่วนผสมนะคะ ขอให้อ่านจากที่นี่เลย คุณ C7 ได้เขียนไว้อย่างละเอียดแล้ว การเลือกส่วนผสม โดยเพิ่มเติมตรงนี้ว่า ส่วนผสมที่สามารถผสมในเจลหรือเอสเซนส์ได้ ต้องเป็นส่วนผสมที่สามารถละลายในน้ำได้ (ถ้าเป็นผง ก็ต้องผงที่สามารถละลายในน้ำได้ ถ้าเป็นของเหลว ก็ต้องของเหลวที่สามารถผสมเข้ากับน้ำได้) เนื่องจากเจลหรือเอสเซนส์ เป็นน้ำล้วน แต่ถ้าเป็นเซรั่ม ครีม หรือโลชั่น สามารถเลือกส่วนผสมที่ละลายในน้ำมันได้คะ

จากนั้นก็อ่านวิธีการคำนวน อัตราส่วนผสมของสารต่างๆคะ ก็จะทราบว่า เวลาบอกว่าใช้ 1% หรือ 5% นั่นคือให้ใช้ในปริมาณเท่าไหร่

พอเข้าใจทั้งเรื่องการเลือกส่วนผสม และวิธีการคำนวนอัตราส่วนผสมแล้ว ก็มาถึงเริ่มผสม แม้ว่าจะไม่มีผลิตภัณฑ์ชนิดไหนเลยที่ยาก แต่ขอเรียงตามลำดับความซับซ้อนแล้วกันคะ

----------------------------------------------------------------

1.เจลหรือเอสเซ้นส์ ส่วนผสมคือ น้ำ+สารบำรุงผิว+สารสร้างเนื้อเจล สำหรับเอสเซ้นส์ ก็แค่ไม่ต้องมีสารสร้างเนื้อเจล เท่านั้นเองคะ สารสร้างเนื้อเจลนั้นมีหลายตัวดังนี้
Xanthan Gum, ECOCERT Organic Natural Thickener เป็น Gum จากธรรมชาติ ข้อดีคือมาจากธรรมชาติ100% ใช้งานง่าย ทนกรดด่างได้ดี และทนอิเล็กโทรไลต์ได้ ข้อเสียคือ ลักษณะเนื้อเจล จะไม่สวยเหมือนเจลจากเคมี

Hyaluronic Acid (ชนิด standard) เป็นสารให้ความชุ่มชื้นผิว ด้วยการกักเก็บน้ำไว้ให้ผิว แต่มีคุณสมบัติก่อตัวเป็นเนื้อเจลได้ จึงเป็นที่นิยมใช้กัน เพราะสามารถใช้ก่อเนื้อเจลได้ แถมยังให้ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ข้อดีคือ ทนอิเล็กโทรไลต์ได้ แต่ข้อเสียคือ ทนกรดด่างไม่ได้มากนัก และลักษณะเนื้อเจล จะเหลวกว่าสารสร้างเนื้อเจลชนิดอื่น วิธีแก้คือ ถ้าความหนืดไม่เพียงพอ ให้เติมสารสร้างเนื้อเจลชนิดอื่นๆเข้าไปช่วยด้วยคะ

Pro Polymer เป็นสารสร้างเนื้อเจลจากโพลิเมอร์ ข้อดีคือ สร้างเนื้อเจลได้สวยกว่าสารธรรมชาติอย่าง Xanthan Gum ข้อเสียคือ ไม่สามารถทนอิเล็กโทรไลต์ได้ดีเท่าแม้จะทนได้พอสมควร

อิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) คืออะไร? สังเกตุดูเวลาเราทาเจลลงบนผิว ไม่นานเจลจะเหลวกลายเป็นน้ำ ซึ่งเกิดจากปฎิกิริยาระหว่างเหงื่อของเรา ซึ่งมีอิเล็กโทรไลต์อยู่ ทำปฎิกิริยากับเนื้อเจล ทำให้เจลกลายเป็นน้ำ เพราะฉะนั้น สมมุติว่าเราทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเป็นเจล แล้วใส่อิเล็กโทรไลต์ลงไปในนั้น เจลก็จะสลายตัวเป็นน้ำในเวลาอันสั้น สารที่มีอิเล็กโทรไลต์ นอกจากเหงื่อเราแล้ว ก็ทุกตัวที่มีเกลือ (sodium) ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งก็เหมือนเหงื่อเราที่มีเกลืออยู่ด้วย ตัวอย่างสารเหล่านี้เช่น Sodium Lactate, Sodium PCA, Natural Moisturizing Amino Acids, Lactic Acid (AHA), Aloe Vera, Zinc PCA, Azelaic Acid, DMAE, Acetyl L-Carnitine

แม้ว่า Pro Polymer จะไม่สามารถทนอิเล็กโทรไลต์ ได้ดีเท่า Xanthan Gum หรือ ECOCERT Natural Organic Thickener แต่ก็สามารถทนได้ เพียงแต่ต้องใช้ในอัตรามากขึ้น เวลาที่เราสร้างเนื้อเจลด้วย Pro Polymer แล้วเติมส่วนผสมที่มี electrolyte แล้วจะสังเกตุได้ทันทีว่า ความหนืดของ Pro Polymer จะลดลง จากเจลหนืดๆ กลายเป็นเจลเหลวเป็นน้ำทันที วิธีแก้ไขคือ การเติม Pro Polymer ในอัตราที่มากขึ้น เช่นจาก 1% กลายเป็น 2% หรือจนกว่าได้ความหนืดของเนื้อเจลที่ต้องการ

อัตราส่วนการใช้สารสร้างเนื้อเจล

Xanthan Gum 0.1-2% (ยิ่งมากยิ่งหนืด แนะนำใช้ที่ 1%)

Hyaluronic Acid Standard 0.5-1% (ยิ่งมากยิ่งหนืด แต่ห้ามใช้เกิน 1% หากหนืดไม่พอ ให้เติมสารสร้างเจลชนิดอื่นแทน)

Pro Polymer 1-5% (แนะนำที่ 2% แต่ถ้ามีอิเล็กโทรไลต์ในสูตรมาก ให้ใช้ Pro Polymer ให้มากขึ้น ไม่งั้นจะเหลวไป)

มาถึงขั้นตอนการผสมคะ นำสารบำรุงผิวที่เราเลือกไว้ต่างๆ ผสมลงในน้ำ คนให้ละลายเข้ากันสมบูรณ์ จากนั้นก็แค่เติมสารสร้างเนื้อเจล ไม่ว่าจะเป็น Xanthan Gum, Hyaluronic Acid Standard หรือ Pro Polymer จากนั้นก็คนหรือปิดฝาเขย่า จนกลายเป็นเนื้อเจล มีเคล็ดลับอยู่ว่า อุณหภูมิที่ต่ำลง จะช่วยให้ Pro Polymer, Hyaluronic Acid Standard สามารถละลายตัว และก่อเนื้อเจลได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้น หากคนหรือเขย่าซักพัก นำไปแช่ในตู้เย็นซัก 3-5ชม. ก็จะช่วยให้กลายเป็นเจลได้เร็วขึ้นคะ ส่วนถ้าเป็นสารธรรมชาติคือ Xanthan Gum อุณหภูมิที่สูงหน่อย จะช่วยให้เป็นเจลได้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ควรใช้ความร้อน เพราะจะไปกระทบกับส่วนผสมตัวอื่นที่อาจเสื่อเมื่อเจอความร้อนได้ เพราะฉะนั้น ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องได้เลยไม่ต้องแช่เย็นคะ

ลองสมมุติเป็นตัวอย่างนะคะ เราจะทำเจลบำรุงผิวให้แข็งแรง และให้ผิวขาวใส โดยมีสูตรดังนี้
Vitamin B3 (บำรุงผิว ลดริ้วรอย ให้ผิวขาวใส) 4%
N-Acetyl Glucosamine (ให้ความชุ่มชื้นผิว ให้ผิวขาวใส) 4%
Alpha Arbutin (ให้ผิวขาวใส) 2%
Pro Polymer 2% หรือ Xanthan Gum 1%
Phenoxyethanol (สารกันเสีย) 1% ตรงนี้จะพูดถึงเรื่องสารกันเสียในตอนท้ายคะ
น้ำ ที่เหลือ (87% หรือ 88%)


วิธีก็เพียงนำสารทุกอย่างผสมลงในน้ำ (ตัวไหนก่อนตัวไหนหลัง ไม่สำคัญ) ยกเว้น Pro Polymer หรือ Xanthan Gum คนให้เข้ากัน ผงทุกอย่างละลายสมบูรณ์ แล้วค่อยใส่ Pro Polymer หรือ Xanthan Gum ลงไป จากนั้น คนหรือเขย่า ให้เข้ากัน อาจใช้เวลา 3-5ชม. ให้ Pro Polymer หรือ Xanthan Gum สร้างเนื้อเจลให้สมบูรณ์ เป็นอันเสร็จคะ

หากต้องการสร้างเนื้อเจลด้วย Hyaluronic Acid แนะนำให้อ่านคำแนะนำของคุณ C7 ได้เลยคะ มีอธิบายไว้เป็นอย่างดี

----------------------------------------------------------------

2. ครีมหรือโลชั่น ส่วนผสมคือ น้ำ+น้ำมัน+สารบำรุงผิว+สารประสานน้ำกับน้ำมัน
สังเหตุความแตกต่างจากเจลหรือเอสเซ้นส์คือ เรามีน้ำมันมาผสมอยู่ด้วย คราวนี้ปัญหาของการผสมน้ำเข้ากับน้ำมันคือ โดยปกติแล้วมักจะแยกชั้นกัน ไม่ยอมอยู่ด้วยกัน เราจึงต้องมีสารประสานน้ำกับน้ำมัน หรือ emulsifier มาช่วยประสาน โดย emulsifier มีหลายชนิด มีทั้งชนิดที่ต้องใช้ความร้อน และชนิดที่ไม่ต้องใช้ความร้อน สำหรับมือใหม่แล้ว ที่สะดวกและง่ายต่อการใช้งานมากที่สุดคือ Light Cream Maker โดยใช้ที่ 0.5-3% (แนะนำ 1-2%) มีข้อกำหนดนิดนึงเกี่ยวกับการใช้ Light Cream Maker คือ ใช้น้ำมันได้ไม่เกิน 50% นะคะ ถ้ามากกว่านี้ Light Cream Maker จะประสานน้ำเข้ากับน้ำมันไม่ไหว แต่ในความเป็นจริงเราก็ไม่ใส่น้ำมันมากขนาดนั้นอยู่แล้วคะ

มาถึงขั้นตอนการผสมคะ เราต้องแบ่งเป็น 2ส่วนคือ ส่วนน้ำ (water-phase) และส่วนน้ำมัน (oil-phase) โดยส่วนน้ำจะประกอบด้วย น้ำ + สารบำรุงผิวต่างๆที่ละลายในน้ำ และส่วนน้ำมัน จะประกอบด้วย น้ำมันที่เลือก + สารบำรุงผิวต่างๆที่ละลายในน้ำมัน คนแต่ละส่วนให้เข้ากัน จากนั้นเติมสารประสานน้ำกับน้ำมัน (Light Cream Maker) ลงไปส่วนที่เป็นน้ำมัน คนให้เข้ากัน แล้วเติมส่วนที่เป็นน้ำ ลงในส่วนที่เป็นน้ำมัน คนให้เข้ากัน ภายใน 5นาที ก็จะกลายเป็นเนื้อครีมได้อย่างง่ายดาย

ยกตัวอย่างสูตรนะคะ บำรุงผิว ลดริ้วรอย
Green Tea Extract (ต้านอนุมูลอิสระ) 5%
Beta Glucan (ให้ความชุ่มชื้น ให้ผิวแข็งแรง) 5%
Rose Hip Oil (ซ่อมแซมเซลล์ผิว) 5%
Bisabolol (ลดการระคายเคือง ลดการแพ้ ให้ผิวแข็งแรง) 0.5%
Light Cream Maker 1%
Phenoxyethanol 1%
น้ำ ที่เหลือ (82.5%)


วิธีคือ นำ น้ำผสมกับ Green Tea Extract และ Beta Glucan คนให้เข้ากัน (ลำดับของสารไม่สำคัญ ตราบใดที่เป็นส่วนของน้ำเหมือนกัน) แยกไว้เป็นส่วนน้ำ จากนั้นผสมส่วนน้ำมัน คือ Rose Hip Oil และ Bisabolol ให้เข้ากัน (ลำดับของสารไม่สำคัญ ตราบใดที่เป็นส่วนของน้ำมันเหมือนกัน) แยกไว้เป็นส่วนของน้ำมัน จากนั้นเติม Light Cream Maker เข้าไปในส่วนน้ำมัน คนให้เข้ากัน แล้วก็ผสมส่วนของน้ำเข้าไปในส่วนน้ำมัน คนไม่เกิน 5นาที ก็จะกลายเป็นเนื้อครีมขาวมุก จากนั้นก็เติมสารกันเสีย Phenoxyethanol ลงไป แล้วก็คนให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

สำหรับครีมและโลชั่นนั้น นอกจาก Light Cream Maker ซึ่งเป็นสารสร้างเนื้อครีม ที่ให้ครีมเนื้อเบา ลื่น สีขาวมุก แล้วยังมีอีกตัวเลือกหนึ่ง คือ Satin Mousse ความแตกต่างระหว่าง Light Cream Maker และ Satin Mousse คือ การให้เนื้อครีมหรือโลชั่นที่มีผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน ในการทำสูตรครีมหรือโลชั่นนั้น สิ่งสำคัญมากอย่างนึงคือความรู้สึกของผิว Satin Mousse จะให้เนื้อครีมที่มีความนุ่มลื่นขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับ Light Cream Maker

----------------------------------------------------------------

3.เซรั่ม ส่วนผสมคือ ซิลิโคน+น้ำ+สารประสานซิลิโคนเข้ากับน้ำ

ไม่ว่าจะเป็นครีม หรือเซรั่ม ก็ต้องมีสารประสานระหว่างน้ำกับน้ำมัน หรือน้ำกับซิลิโคน เสมอคะ เพราะไม่ว่าน้ำกับน้ำมัน หรือน้ำกับซิลิโคน ก็ไม่สามารถผสมเข้ากันได้โดยตรงคะ ต้องมีอะไรที่มาช่วยประสานกันเสมอ โดยในการประสานน้ำกับกับซิลิโคน เพื่อทำให้เป็นเซรั่มนั้น เราจะใช้ Warp Cream Maker เป็นตัวประสานคะ เนื้อเซรั่มที่เกิดจาก น้ำ+ซิลิโคน ให้นึกถึง Olay Regenerist เลยคะ จะลื่นๆนุ่มๆแห้งๆ ไม่เหนอะผิว ทาแล้วจะรู้สึกเบาบางเหมือนแป้ง

ข้อแตกต่างระหว่างครีมซึ่งเป็น น้ำ+น้ำมัน กับเซรั่ม ซึ่งเป็น น้ำ+ซิลิโคน ก็คือ ซิลิโคน จะให้ความนุ่มลื่นบางเบา ส่วนน้ำมัน จะให้ความรู้สึกเคลือบผิว สำหรับคนที่มีผิวแห้งและต้องอยู่ในห้องแอร์หรืออากาศเย็นตลอดเวลา น้ำมันจะช่วยเคลือบผิว ไม่ให้เสียความชุ่มชื้นไปง่ายๆ ส่วนเซรั่ม ซึ่งเป็นน้ำ+ซิลิโคนนั้น จะเหมาะกับแทบทุกสบายอากาศ แต่จะสู้ครีมไม่ได้เวลาเจออากาศแห้งๆเย็นๆเท่านั้นเองคะ

ส่วนสำคัญของการทำเซรั่ม คือการกำหนดอัตราส่วนระหว่าง ซิลิโคน ซิลิโคนเจล และน้ำ เนื่องจากสัดส่วนตรงนี้ จะมีผลต่อความเหลวของเซรั่ม นอกจากนี้ การเลือกซิลิโคน ชนิดที่เหมาะสม ก็จะมีผลต่อความรู้สึกของผิว เวลาเราทา โดยชนิดของซิลิโคนโดยหลักมีดังนี้

1.Cyclomethicone จะระเหยไวถึงไวมาก ไม่มีความเหนอะหนะเหมือนน้ำมัน แต่จะทิ้งความรู้สึกนุ่มลื่นไว้

2.Dimethicone จะระเหยช้ากว่า และมีเนื้อหนักกว่า Cyclomethicone
ถ้าชอบเนื้อเบา ระเหยไว ให้เลือก Cyclomethicone เป็นหลักคะ

วิธีการผสมก็ไม่ต่างจากครีมหรือโลชั่นคะ คือการแยกผสมระหว่างฝั่ง Silicone และฝั่งน้ำ โดยให้ผสม Warp Cream Maker ในฝั่ง Silicone ให้เข้ากันดีก่อน แล้วค่อยใส่ส่วนที่เป็นน้ำลงไป

ตัวอย่างของอัตราส่วนระหว่างซิลิโคน ซิลิโคนเจล และน้ำ โดยให้น้ำเป็นส่วนผสมหลัก (น้ำมีมากกว่า 50% ของสูตร)

1.Cyclomethicone 20% (Silicone เป็นรอง หรือน้อยกว่า 50% ของสูตร)
2.Silicone Gel 5%
3.Water 59.5%
4.Vitamin B3 Ultra Low Niacin 5%
5.Alpha-Arbutin 2%
6.Syn-Coll 3%
7.Copper Peptide 1.5%
8.Warp Cream Maker™ 4%

ผสม Cyclomethicone และ Silicone Gel เข้าด้วยกัน จากนั้นเติม Warp Cream Maker คนให้เข้ากัน แยกไว้เป็นส่วนของ Silicone จากนั้นผสมส่วนของน้ำ (3-7) ให้เข้ากัน และนำส่วนของน้ำผสมรวมกับส่วนของ Silicone ที่เตรียมไว้แล้ว คนจนเกิดความหนืด กลายเป็นเนื้อเซรั่ม สามารถปรับแต่งความหนืดตามต้องการด้วยการเพิ่มหรือลด silicone gel คะ

----------------------------------------------------------------

การใช้สารกันเสีย
การใช้สารกันเสียมีความจำเป็นต่อเครื่องสำอางอย่างยิ่ง เนื่องจากเราต้องการป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อโรคขึ้นมาในผลิตภัณฑ์ที่เราผสม โดยสารกันเสียที่นิยมใช้และได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น Phenoxylethanol, Ethylhexylglycerin ส่วนสารกันเสียที่มีการถกเถียงกันถึงเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากมีผลการวิจัยมาจากบางแหล่งว่ามีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้เช่นกลุ่ม Paraben ควรเลี่ยงใช้ จนกว่ามีข้อมูลที่ชัดเจน

นอกจากเรื่องกันเสียจากเชื้อโรคแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการกันเสีย จากการเกิดอนุมูลอิสระ ในส่วนผสมเราด้วย แนะนำให้ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากที่นี่คะ

การใช้ถ้วยตวงแทนตาชั่ง

ขอให้อ่านและทำความเข้าใจกับ อัตราส่วนผสมของสารต่างๆ ก่อนคะแล้วค่อยอ่านต่อด้านล่างคะ

การใช้ถ้วยตวงแทนตาชั่ง ในกรณีที่ไม่มีตาชั่งความละเอียดสูง เป็นการกะประมาณสารได้เท่านั้นคะ เนื่องจาก น้ำหนักของสารต่างๆมักจะไม่เท่ากับปริมาตร ยกเว้นน้ำบริสุทธิ์เท่านั้น ที่ปริมาณจะตรงกับน้ำหนัก (1กรัม = 1มิลลิลิตร) แต่เนื่องจากสารต่างๆส่วนใหญ่ เราไม่มีความจำเป็นต้องชั่งให้ถูกต้อง 100% เพียงแต่สามารถประมาณเอาได้ว่า เราไม่ได้ใส่เกินอัตราที่กำหนด ก็ถือว่าใช้ได้แล้วคะ ยกตัวอย่างเช่น Vitamin B3 มีข้อกำหนด(กรุณาอ่านข้อกำหนดการใส่ ในรายละเอียดผลิตภัณฑ์แต่ละตัว)ว่าเราใส่ได้ 1-4% เวลาสั่งซื้อ ทางบริษัทจะ pack หลอดละ 7กรัม เราก็นำมาตวงว่าได้กี่ ml จากนั้นก็หักเอาตามสัดส่วน สมมุติว่า ตวงแล้วได้ 5ml ถ้าเราต้องการใช้ 4กรัม นั่นคือ 57% ของ 5ml หรือเท่ากับ 2.85ml คะ

patch-test หรือการทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้จริง

การที่เรายิ่งใส่สารหลากชนิดมากขึ้น ก็ทำให้เรามีโอกาสแพ้ได้มากขึ้นคะ ตรงนี้ไม่ใช่ความผิดของส่วนประกอบนั้นๆ หรือความผิดของผิวเราแต่อย่างใด ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เหมาะกับเรา หากเป็นคนผิวแพ้ง่าย patch-test ด้วยการทาบนข้อพับเช่นที่ข้อพับแขน จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า เราสามารถใช้สารต่างๆเหล่านั้นบนผิวหน้าเราได้คะ


หากมีคำถามใดๆเกี่ยวกับการผสม สามารถสอบถามได้บน webboard แห่งนี้ ซึ่งจะมีทั้งสมาชิกผู้มีความรู้ และทีมงาน myskinrecipes คอยช่วยตอบคำถามทางเทคนิคต่างๆให้คะ

ขอบคุณค่ะ
Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 10182 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

Re: จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย cosmeceutical7 » อาทิตย์ ก.ย. 01, 2013 11:18 pm

มาช่วยใส่คำถามที่พบบ่อย staff คงไม่ว่าอะไรนะ

สารแต่ละตัวที่เลือก จะเข้ากันได้มั๊ย
การเข้ากันได้ไม่ได้ เราดูที่ความเสถียรของส่วนผสมแต่ละตัว ว่าต้องการอยู่ในสภาพใดเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น สาร A ต้องอยู่ใน pH ระหว่าง 4-7 เพราะฉะนั้่นสูตรเราผสมเสร็จ pH ก็ต้องอยู่ช่วงประมาณนี้ แต่ถ้าเราต้องการใส่สาร B ซึ่งจะทำงานได้ก็ต่อเมื่ออยู่ใน pH 3-4 (ตัวอย่างเช่น สาร AHA ทั้งหลาย ที่ไว้ผลัดเซลล์ผิวหน้า) แปลว่า สูตรเราต้องให้ pH พอดีที่ 4.0 ถ้ามากไปกว่านี้ AHA ก็ไม่ทำงาน ถ้าน้อยไปกว่านี้ สาร A ก็เสื่อมสภาพ โดยสารแต่ละตัวจะมีรายละเอียดอธิบายอยู่แล้วค่ะ ว่าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ถ้าเราหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับส่วนผสมทุกตัวได้ ก็ไม่ต้องกังวลใดๆว่ามันจะไม่เข้ากัน ข้อกำหนดของส่วนผสมแต่ละตัวอ่านได้จากรายละเอียดของส่วนผสมนั้นๆบนหน้าเวปได้เลยค่ะ

ถ้าไม่ใส่สารกันเสีย หรือไม่แช่ตู้เย็น จะอยู่ได้นานแค่ไหน
ตอบได้ไม่ชัดเจนค่ะ แบ่งเป็นสองส่วนก่อน คือ การเสียแบบเน่าบูด เพราะแบคทีเรียก่อตัวขึ้น เนื่องจากเราไม่ได้ใส่สารกันเสีย ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขั้นตอนการผสมของเรา ว่าสะอาดแค่ไหน ส่วนการเสียแบบเสื่อมสภาพ เนื่องจากเราไม่ได้เก็บไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับส่วนผสมทั้งหลายในสูตรเรา ตัวอย่างเช่น เปปไทด์ต่างๆ เนื่องจากเป็นโปรตีน จึงต้องเก็บในที่เย็นเสมอ ถ้าอยู่ในอากาศร้อนๆก็จะค่อยๆเสื่อมคุณภาพลง การเสื่อมลงตรงนี้มีตัวแปรมากมาย อุณหภูมิ แสงแดด ฯลฯ แล้วก็ใช่ว่า การที่เราใส่ในตู้เย็นแล้วมันจะไม่เสื่อม เรารู้ได้เพียงว่า การไม่เก็บในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะทำให้ส่วนผสมเสื่อมเร็วกว่าสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แต่ความเร็วว่าเร็วกว่าแค่ไหน ไม่สามารถบอกได้นอกจากจะไปทำการทดลองจริง

C7 8-)
cosmeceutical7
 
โพสต์: 2882 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร มี.ค. 13, 2012 1:50 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 24 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย witch-mike » พฤหัสฯ. ก.ย. 26, 2013 4:56 pm

ต้องการ สูตรบำรุงผิวหน้า ขาวและแก้เรื่อง จุดด่างดำ ทำให้หน้ากระจ่างใส่คับ

สวัสดี คับ
เป็นมือใหม่ คับ พอดี มีนำมันมะพร้าวเหลืออยู่ ใช้ทานอยู่ จะนำมาผสมกับสูตรไหนได้คับ
คือแฟนผม ผิวผสม ต้องการ หน้าขาว และทาก่อนนอน และลด จุดด่างดำ ทำให้หน้ากระจ่างใส ขาว อะคับ
เลยคิด จะขอสูตรที่ผสม กับนำมันมะพร้าว ได้ อะคับ ไปร้านเครื่องสำอางค์ เขาแนะนำอะไรเยอะแยะไปหมด เลยไม่รู้ จะใช้แบบไหนดีคับ
และตัว วัตถุดิบ สินค้า หาชื้อได้ที่ไหน อะคับ
ขอบคุณ ล่วงหน้าคับผม

วิทย์
witch-mike
 
โพสต์: 17 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.ย. 26, 2013 4:45 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย kik_ie » อาทิตย์ ต.ค. 06, 2013 7:00 pm

"ลองสมมุติเป็นตัวอย่างนะคะ เราจะทำเจลบำรุงผิวให้แข็งแรง และให้ผิวขาวใส โดยมีสูตรดังนี้
Vitamin B3 (บำรุงผิว ลดริ้วรอย ให้ผิวขาวใส) 4%
N-Acetyl Glucosamine (ให้ความชุ่มชื้นผิว ให้ผิวขาวใส) 4%
Alpha Arbutin (ให้ผิวขาวใส) 2%
Pro Polymer 2% หรือ Xanthan Gum 1%
Phenoxylethanol (สารกันเสีย) 1%
น้ำ ที่เหลือ (87% หรือ 88%)"


สตรูนี้ใช้ได้จริงหรือป่าวคะ เท่าที่ศึกษาข้อมูลมารู้สึกว่าน่าจะผสมกันได้เพราะค่าph ใกล้เคียงกัน แต่ว่ามีxanthan gum ที่ไม่บอกค่าph มาและจะใช้ Organic Natural Thickener (ECOCERT)แทนxanthan gum ค่ะแต่ก็ไม่บอกค่าph เหมือนกันค่ะ และเวลาที่ผสมสารสองตัวเข้ากันจะต้องค่อยๆเทสารแต่ละตัวสลับกันแล้วก็วัดค่าph บ่อยๆเพื่อที่จะคุมค่าphให้อยู่ในค่าที่เหมาะสมของสารทั้ง สองตัวใช่ไหมคะ แล้วถ้าหากว่าผสมกันแล้วค่าphสูงหรือต่ำเกินกว่าสารตัวใดตัวหนึ่งจะทนได้ จะใช้ Citric Acid หรือ
Triethanolamine เพื่อปรับค่า ph แล้วค่อยผสมสารสองตัวนี้ต่อ ใช่ไหมคะ แล้วสารปรับค่าphทั้งสองตัวนี้สามารถใส่ได้ max สุดเท่าไรคะ ขอโทษนะคะที่มีคำถาเยอะหน่อยเพราะอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเป็นเข้าใจยากหน่อยน่ะคะ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจแล้วค่ะ
kik_ie
 
โพสต์: 6 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ก.ย. 09, 2013 1:20 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย cosmeceutical7 » อาทิตย์ ต.ค. 06, 2013 9:15 pm

สตรูนี้ใช้ได้จริงหรือป่าวคะ


สูตรนี้ ok เลยค่ะ

แต่ว่ามีxanthan gum ที่ไม่บอกค่าph มาและจะใช้ Organic Natural Thickener (ECOCERT)แทนxanthan gum ค่ะแต่ก็ไม่บอกค่าph เหมือนกันค่ะ


ส่วนผสมพวกนี้มันมี pH กลางๆอะค่ะ เพราะหน้าที่มันเพียงแค่ทำให้น้ำกลายเป็นเนื้อเจล มีความหนืดขึ้นมา มีแต่ที่ต้องห่วงอย่างเดียวคือ thickener (หรือสารสร้างเนื้อเจล) บางตัวจะมีข้อกำหนดการใช้ ว่า ช่วงของของเหลวที่มันต้องไปสร้างเนื้อเจล ต้องอยู่ในช่วงไหน เช่น 2-9 ถ้า pH ของของเหลวเรา pH = 1 หรือ pH=10 มันก็จะไม่สามารถสร้างเนื้อเจลได้

และเวลาที่ผสมสารสองตัวเข้ากันจะต้องค่อยๆเทสารแต่ละตัวสลับกันแล้วก็วัดค่าph บ่อยๆเพื่อที่จะคุมค่าphให้อยู่ในค่าที่เหมาะสมของสารทั้ง สองตัวใช่ไหมคะ


ถ้าดูแล้วว่าไม่ได้มีส่วนผสมตัวไหนที่จะทำให้ pH ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป ก็ผสมรวมกันได้ทีเดียวหมดเลย ไม่ต้องมานั่งวัดเลยค่ะ (เช่นในสูตรที่บอกมานั่นแหละค่ะ ไม่มีตัวไหนที่เป็นกรดมาก หรือด่างมาก ที่ทำให้ต้องห่วงว่า pH จะขึ้นสูงหรือลงต่ำมาก)

แล้วถ้าหากว่าผสมกันแล้วค่าphสูงหรือต่ำเกินกว่าสารตัวใดตัวหนึ่งจะทนได้ จะใช้ Citric Acid หรือ
Triethanolamine เพื่อปรับค่า ph แล้วค่อยผสมสารสองตัวนี้ต่อ ใช่ไหมคะ แล้วสารปรับค่าphทั้งสองตัวนี้สามารถใส่ได้ max สุดเท่าไรคะ


ถูกต้องค่ะ ปรับเท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ต้องการ มันก็จะลงไปเรื่อยๆหรือสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามปริมาณที่ใส่ เพียงแต่ผิวเราเองเนี่ยแหละ ที่ต้องการให้อยู่ในช่วง 3.5-7 เพราะฉะนั้น สุดท้ายมันก็ต้องปรับให้อยู่ในช่วงนี้อยู่ดี

ขอโทษนะคะที่มีคำถาเยอะหน่อยเพราะอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเป็นเข้าใจยากหน่อยน่ะคะ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจแล้วค่ะ


ไม่เป็นไรค่ะ เห็นว่าพยายามศึกษามาอย่างดี ยืนดีตอบมากค่ะถ้าตั้งใจศึกษามาอย่างดี

C7 8-)
cosmeceutical7
 
โพสต์: 2882 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร มี.ค. 13, 2012 1:50 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 24 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย kik_ie » อาทิตย์ ต.ค. 06, 2013 11:29 pm

ขอบคุณมากๆนะคะ c7 :D
kik_ie
 
โพสต์: 6 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ก.ย. 09, 2013 1:20 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย majiza_kk » จันทร์ ธ.ค. 02, 2013 11:48 am

การทำครีม หรือโลชั่น ไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนใช่มั้ยค่ะ
majiza_kk
 
โพสต์: 6 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ย. 30, 2013 9:49 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

น้ำที่ใช้ทำสูตร

โพสต์โดย jib_luck » จันทร์ ธ.ค. 02, 2013 4:12 pm

สอบถามหน่อยค่ะ ว่าน้ำที่ใช้ทำสูตร ถ้าเป็นน้ำกรองแทนน้ำกลั่นจะมีผลต่างกันมากไหมคะ

ขอบคุณค่ะ
จิ๊บ
jib_luck
 
โพสต์: 3 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ธ.ค. 02, 2013 3:29 pm
Has thanked: 0 ครั้ง
ได้รับคำขอบคุณ: 0 ครั้ง
จำนวนสูตร:

Re: จะเริ่มต้นอย่างไร? สำหรับมือใหม่

โพสต์โดย staff » อังคาร ธ.ค. 03, 2013 10:17 am

majiza_kk เขียน:การทำครีม หรือโลชั่น ไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนใช่มั้ยค่ะ


กรุณาอ่านวิธีการผสมด้านบนอย่างละเอียดคะ จะมีคำตอบอยู่ชัดเจนแล้วคะ

Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 10182 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

Re: น้ำที่ใช้ทำสูตร

โพสต์โดย staff » อังคาร ธ.ค. 03, 2013 10:18 am

jib_luck เขียน:สอบถามหน่อยค่ะ ว่าน้ำที่ใช้ทำสูตร ถ้าเป็นน้ำกรองแทนน้ำกลั่นจะมีผลต่างกันมากไหมคะ

ขอบคุณค่ะ
จิ๊บ



กรุณาอ่านที่นี่คะ น้ำที่ใช้ในเครื่องสำอาง

ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
ขอบคุณคะ
Staff - MySkinRecipes
staff
 
โพสต์: 10182 (คลิ๊กเพื่อดู)
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มี.ค. 19, 2012 9:38 pm
จำนวนสูตร:

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง สูตรบำรุงผิว

X