แนวทางการทดสอบความคงตัวระยะยาว: พารามิเตอร์ เครื่องมือ และระเบียบวิธีการเตรียมตัวอย่าง
ถามโดย: ไม่ระบุชื่อ
เมื่อ: January 28, 2026
ประเภทผลิตภัณฑ์:
เครื่องสำอาง
คำถาม
การเก็บผล stability long term ในแต่ละสัปดาห์จะต้องวัด parameters อะไรบ้าง และต้องใช้เครื่องมืออะไรเพื่อให้ครอบคลุม นอกจากนี้มีข้อสงสัยเรื่องการเตรียมตัวอย่างดังนี้:
- ต้องเตรียมตัวอย่างปริมาณเท่าไหร่
- สามารถเตรียมตัวอย่างขวดเดียวเก็บไว้แล้วเอาออกมาวัดและเก็บกลับไปได้หรือไม่ หรือต้องเตรียมตัวอย่างแยกขวดให้เพียงพอสำหรับวัดค่าแต่ละสัปดาห์จนครบเวลา
คำตอบ
การทดสอบความคงตัวระยะยาว (Long-term Stability Testing) ของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ยังคงความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน
1. พารามิเตอร์ที่ต้องวัดในแต่ละช่วงเวลา
ควรตรวจสอบหัวข้อต่อไปนี้ในทุกๆ จุดเวลาที่กำหนด (เช่น ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน):
- ลักษณะทางกายภาพ (Physical Appearance): สี, กลิ่น, ความใส/ขุ่น และเนื้อสัมผัส ตรวจสอบการแยกชั้น (creaming หรือ sedimentation) ในกรณีที่เป็นเนื้ออิมัลชัน
- ค่า pH: เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์ยังอยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับผิวและระบบสารกันเสียยังทำงานได้ดีหรือไม่
- ความหนืด (Viscosity): ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงความข้นเหลว ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความไม่คงตัวของสูตร
- การสูญเสียน้ำหนัก (Weight Loss): เพื่อดูการระเหยหรือการซึมผ่านของบรรจุภัณฑ์
- ความเข้ากันได้กับบรรจุภัณฑ์ (Packaging Compatibility): ตรวจสอบการรั่วซึม การบิดเบี้ยวของขวด หรือปฏิกิริยาระหว่างเนื้อครีมกับบรรจุภัณฑ์
- ความคงตัวทางจุลชีววิทยา: มักทดสอบที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการศึกษา (ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกสัปดาห์)
2. เครื่องมือที่ต้องใช้
- เครื่องวัดค่า pH (pH Meter): เพื่อความแม่นยำในการวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง
- เครื่องวัดความหนืด (Viscometer): เช่น เครื่อง Brookfield เพื่อวัดความข้นและพฤติกรรมการไหล
- เครื่องชั่งละเอียด (Analytical Balance): สำหรับวัดการสูญเสียน้ำหนัก (ควรมีความละเอียดอย่างน้อย 0.01 กรัม)
- ตู้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (Stability Chamber/Incubator): เพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่ (เช่น 40°C สำหรับการทดสอบแบบเร่ง)
- เครื่องปั่นเหวี่ยง (Centrifuge): ใช้สำหรับการทดสอบสภาวะเร่ง (Stress test) เพื่อทำนายการแยกชั้นในระยะยาว
3. ปริมาณตัวอย่างและการเตรียมตัวอย่าง
- ปริมาณตัวอย่าง: โดยปกติจะเตรียมประมาณ 50-100 กรัมต่อหนึ่งภาชนะบรรจุ ซึ่งเพียงพอสำหรับการทดสอบในห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่
- ขวดเดียวหรือแยกขวด:
- แยกขวด (แนะนำ): วิธีที่ดีที่สุดคือการเตรียมตัวอย่างแยกขวดสำหรับแต่ละจุดเวลา (เช่น ขวดสำหรับสัปดาห์ที่ 1, ขวดสำหรับสัปดาห์ที่ 2 เป็นต้น) เพื่อป้องกันการปนเปื้อน การระเหย และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจากการเปิดปิดขวดซ้ำๆ
- ขวดเดียว: สามารถใช้ขวดเดียวได้เฉพาะกับการทดสอบที่ไม่ทำลายตัวอย่าง เช่น การชั่งน้ำหนัก หรือการสังเกตด้วยตาผ่านขวดใส แต่สำหรับการวัด pH หรือความหนืดที่ต้องตักเนื้อผลิตภัณฑ์ออกมา ห้ามนำเนื้อผลิตภัณฑ์ที่วัดแล้วใส่กลับลงไปในขวดเดิม เพราะจะทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อหรืออากาศ ส่งผลให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อน
4. ตารางการเก็บผล
โดยทั่วไปจะมีการตรวจเช็คดังนี้:
- สภาวะเร่ง (40°C): สัปดาห์ที่ 1, 2, 4, 8 และ 12 (การเก็บที่ 40°C นาน 12 สัปดาห์ มักเทียบเท่ากับ 1 ปีที่อุณหภูมิห้อง)
- ระยะยาว (อุณหภูมิห้อง): เดือนที่ 1, 3, 6, 12 และ 24
การแยกขวดตามช่วงเวลาจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบนั้นอยู่ในสภาวะที่ถูกควบคุมและไม่ถูกรบกวนจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องวัดผลจริงครับ