การพัฒนาสูตรครีมหน้าขาว: การแบ่งเฟส เนื้อสัมผัส และปัญหาความเสถียร

ถามโดย: paraquatyouedok.55555555 เมื่อ: March 03, 2026 ประเภทผลิตภัณฑ์: เครื่องสำอาง

คำถาม

การพัฒนาสูตรครีมที่มีส่วนประกอบดังนี้:

  • Water
  • EDTA
  • Niacinamide
  • Collagen
  • Alpha-Arbutin
  • Kojic-acid
  • Lactobionic acid
  • IPA
  • Almond oil
  • Sodium Acrylates/ Beheneth-25 Methacrylate Crosspolymer (and) Hydrogenated Polydecene (and) Lauryl Glucoside
  • Tocopherol acetate
  • Ascorbic acid
  • Hyaluronic acid
  • Phenoxyethanol
  • Fragrance

ขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้:

  1. วิธีการเตรียมและขั้นตอนการแบ่งเฟสในการเตรียม
  2. ความจำเป็นในการใส่ IPA ว่ามีความจำเป็นหรือไม่
  3. หากต้องการให้ได้เนื้อครีมบางเบาแต่สีทึบ สามารถเกิดจากปัจจัยอะไรได้บ้าง
  4. วิธีการเตรียมเพื่อไม่ให้ Sodium Acrylates/ Beheneth-25 Methacrylate Crosspolymer (and) Hydrogenated Polydecene (and) Lauryl Glucoside เกิดการแยกตัวเป็นเม็ด มีสาเหตุมาจากอะไร และมีตัวเลือกอื่นที่ใช้งานง่ายกว่านี้ไหม
  5. หากเตรียมเสร็จแล้วครีมเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในภายหลัง เกิดจากสารตัวไหนได้บ้าง เพราะอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร

คำตอบ

จากการวิเคราะห์สูตรครีมของคุณ มีคำแนะนำในการเตรียม การรักษาความเสถียร และการแก้ไขปัญหาดังนี้ครับ:

1. วิธีการเตรียมและแบ่งเฟส

เพื่อให้สารออกฤทธิ์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและเนื้อครีมมีความเสถียร ควรแบ่งเป็น 3 เฟสหลักดังนี้ครับ:

  • Phase A (เฟสน้ำ): Water, EDTA, Niacinamide และ Hyaluronic Acid ผสมให้ละลายจนใส
  • Phase B (เฟสน้ำมัน): Almond Oil, Tocopherol Acetate (Vitamin E) และตัวประสานเนื้อครีม (Emulsifier/Polymer)
  • Phase C (เฟสสารสำคัญ - เติมที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศา): Alpha-Arbutin, Kojic Acid, Lactobionic Acid, Ascorbic Acid, Collagen, Phenoxyethanol และน้ำหอม
    • ข้อแนะนำ: ควรนำสารที่เป็นผง (Arbutin, Kojic, Ascorbic) มาละลายในน้ำส่วนน้อยที่แบ่งจาก Phase A ก่อน แล้วจึงค่อยเติมลงในเนื้อครีมที่ขึ้นรูปแล้ว เพื่อป้องกันเนื้อครีมเป็นเม็ดสาก

2. ความจำเป็นในการใส่ IPA (Isopropyl Alcohol)

ในสูตรนี้ IPA ไม่มีความจำเป็นครับ โดยปกติมักใช้เพื่อช่วยละลายสารบางตัวหรือให้ความรู้สึกแห้งไว แต่ข้อเสียคืออาจทำให้ผิวแห้งระคายเคือง และอาจส่งผลต่อความเสถียรของเนื้ออิมัลชันได้ เนื่องจากคุณมี Almond Oil และ Polymer ช่วยปรับเนื้อสัมผัสอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้ครับ

3. การทำให้เนื้อครีมบางเบาแต่สีทึบ

  • เนื้อบางเบา: เกิดจากการใช้สัดส่วนน้ำมันที่น้อย (เช่น Almond Oil ในปริมาณต่ำ) และใช้ Polymer ในการสร้างเนื้อแทนแว็กซ์ (Wax) ที่มีความหนัก
  • สีทึบ (ขาวสนิท): ปกติการรวมตัวของน้ำมันและน้ำจะเกิดเป็นสีขาวทึบอยู่แล้ว แต่หากเนื้อครีมดูใสเกินไป สามารถเติมสารทำให้ขุ่น เช่น Styrene/Acrylates Opacifier เพื่อให้เนื้อครีมดูขาวทึบสวยงามครับ

4. สาเหตุที่ Polymer แยกตัวเป็นเม็ด และตัวเลือกที่ง่ายกว่า

สารกลุ่ม Sodium Acrylates/ Beheneth-25 Methacrylate Crosspolymer... เป็น Polymer ชนิด Anionic ซึ่ง ไวต่อสารอิเล็กโทรไลต์ (เกลือ) สูงมาก

  • สาเหตุการแยกตัว: ในสูตรของคุณมีสารที่มีฤทธิ์เป็นประจุหรือเกลือหลายตัว เช่น Ascorbic Acid, Lactobionic Acid, Kojic Acid, EDTA และ Sodium Hyaluronate สารเหล่านี้จะไป "หักล้าง" โครงสร้างของ Polymer ทำให้เนื้อครีมคลายตัว แยกชั้น หรือจับตัวเป็นเม็ดครับ
  • ตัวเลือกที่ใช้งานง่ายกว่า: แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ CreamMaker EG™ ซึ่งทนต่อสารอิเล็กโทรไลต์ได้ดีมากและใช้งานง่าย (ไม่ต้องใช้ความร้อน) หรือหากต้องการเนื้อสัมผัสที่เด้งนุ่ม สามารถใช้ Sponge Gel แทนได้ครับ

5. สาเหตุที่ครีมเป็นสีเหลืองและการแก้ไข

ปัญหาสีเหลืองเกิดจากส่วนประกอบหลัก 2-3 ตัวในสูตรครับ:

  • สาเหตุ:
    1. Ascorbic Acid (Vitamin C): สารตัวนี้ไม่เสถียรในน้ำ จะทำปฏิกิริยากับอากาศ (Oxidation) เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและน้ำตาลอย่างรวดเร็ว
    2. Kojic Acid: ไวต่อแสงและอากาศมาก มักเปลี่ยนสีได้ง่าย
    3. Alpha Arbutin: หากค่า pH ของสูตรไม่อยู่ในช่วงที่เหมาะสม (3.5-6.5) อาจเกิดการเปลี่ยนสีได้
  • วิธีแก้ไข:
    • ควบคุม pH: ปรับค่า pH สุดท้ายให้อยู่ที่ประมาณ 3.5 - 4.0 เพื่อช่วยรักษาความเสถียรของ Vitamin C
    • เติมสารกันเสียเสีย: แนะนำให้เติม ActiveProtec™ OX ในอัตราส่วน 0.6% เพื่อป้องกันการเปลี่ยนสีของสาร Whitening โดยเฉพาะ
    • เปลี่ยนชนิด Vitamin C: หากต้องการความเสถียรสูงสุด แนะนำให้เปลี่ยนจาก L-Ascorbic Acid เป็นอนุพันธ์ที่เสถียรกว่า เช่น Ethyl Ascorbic Acid ซึ่งจะไม่เปลี่ยนสีง่ายครับ

รายชื่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง:

  • Lactobionic Acid (สารกลุ่ม PHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน)
  • Kojic Acid (สารทำให้ผิวขาว)
  • Alpha Arbutin (Switzerland) (สารทำให้ผิวขาวความบริสุทธิ์สูง)
  • Safe-B3™ (Niacinamide) (วิตามินบี 3 บริสุทธิ์พิเศษ)
  • Vitamin C (L-ascorbic acid) (Ultra-Fine) (วิตามินซีบริสุทธิ์)
  • Hyaluronic Acid (Standard Molecule) (สารให้ความชุ่มชื้น)
  • Vitamin E (Tocopheryl Acetate) (สารต้านอนุมูลอิสระ)
  • NaturalProfile™ Sweet Almond Oil (น้ำมันอัลมอนด์บำรุงผิว)
  • CreamMaker EG™ (ตัวประสานเนื้อครีมที่ทนต่อเกลือและกรดได้ดี)
  • ActiveProtec™ OX (สารช่วยป้องกันการเปลี่ยนสีของสูตร)วน)

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่กล่าวถึง

Vitamin E (Tocopheryl Acetate)
Vitamin E (Tocopheryl Acetate)
เครื่องสำอาง
Alpha Arbutin (Switzerland)
Alpha Arbutin (Switzerland)
เครื่องสำอาง
Safe-B3™ (Vitamin B3, Niacinamide)
Safe-B3™ (Vitamin B3, Niacinamide)
เครื่องสำอาง
Hyaluronic Acid (Standard Molecule, 1M Daltons)
Hyaluronic Acid (Standard Molecule, 1M Daltons)
เครื่องสำอาง
NaturalProfile™ Sweet Almond Oil (Cold-Pressed)
NaturalProfile™ Sweet Almond Oil (Cold-Pressed)
เครื่องสำอาง
Vitamin C (L-ascorbic acid) (Ultra-Fine)
Vitamin C (L-ascorbic acid) (Ultra-Fine)
เครื่องสำอาง
Lactobionic Acid
Lactobionic Acid
เครื่องสำอาง
Styrene/Acrylates Opacifier (e.q. OP301)
Styrene/Acrylates Opacifier (e.q. OP301)
เครื่องสำอาง
ActiveProtec™ OX
ActiveProtec™ OX
เครื่องสำอาง
Kojic Acid
Kojic Acid
เครื่องสำอาง
CreamMaker EG™ (e.q. Simulgel EG)
CreamMaker EG™ (e.q. Simulgel EG)
เครื่องสำอาง
HyaCap™ Hyaluronic Acid Standard
HyaCap™ Hyaluronic Acid Standard
เครื่องสำอาง