การเปลี่ยน Tinosorb M เป็น Tinosorb S ใน CC Cream สูตร W/O เพื่อแก้ปัญหาเนื้อสัมผัสสาก
ถามโดย: martinabubakova
เมื่อ: March 28, 2026
ประเภทผลิตภัณฑ์:
เครื่องสำอาง
คำถาม
การเปลี่ยน Tinosorb M เป็น Tinosorb S ในสูตร W/O — จะช่วยแก้ปัญหาการตกตะกอนได้หรือไม่?
ต้องการพัฒนาสูตร CC Cream แบบ W/O emulsion เบสซิลิโคนที่มีการป้องกันแสงแดด
- สารประสาน (Emulsifier): Hectorite Gel ร่วมกับ PEG-10 Dimethicone (
SiliSolve) - เฟสน้ำมัน (Oil phase): เน้นซิลิโคนเป็นหลัก (
Methyl Trimethicone,Silicone Gel Ultra Clear) เสริมด้วยC12-15 Alkyl BenzoateและOil-Fix W
ระบบสารกันแดดปัจจุบัน:
DHHB: 5% (เฟสน้ำมัน)EHT: 4% (เฟสน้ำมัน)Bisoctrizole(Tinosorb M): 2% (เฟสน้ำ)
ในผลิตภัณฑ์สุดท้าย พบปัญหาเนื้อสาก (grittiness) และความเหนียวเหนอะหนะ โดยคาดว่าอนุภาค MBBT กระจายตัวในโครงสร้าง W/O ได้ไม่ดีพอ และ decyl glucoside ที่เป็นตัวพาใน Tinosorb M อาจจะไปรบกวนการสร้างอีมัลชันของ Hectorite Gel
จึงต้องการเปลี่ยน Tinosorb M เป็น BEMT (Tinosorb S) ที่ 2% โดยย้ายไปไว้ในเฟสน้ำมัน ทำเป็น premix กับ C12-15 Alkyl Benzoate ที่อุณหภูมิ 60–70°C
คำถาม:
- การเปลี่ยนสารนี้จะช่วยกำจัดปัญหาเนื้อสากและการตกตะกอนได้หรือไม่?
- ค่า SPF ที่คาดหวังได้จากการผสม
DHHB5%,EHT4% และBEMT2% คือเท่าใด?
คำตอบ
การเปลี่ยนจาก Tinosorb M (MBBT) มาเป็น BEMT (Bemotrizinol) ในสูตรอีมัลชัน W/O เบสซิลิโคนของคุณ เป็นแนวทางที่แนะนำอย่างยิ่งและมีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาที่คุณพบได้ครับ
1. การเปลี่ยนสารจะช่วยแก้ปัญหาเนื้อสาก (Grittiness) และการตกตะกอนได้หรือไม่?
ใช่ครับ มีโอกาสสูงมากที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยเหตุผลดังนี้:
- ลดความขัดแย้งของสารประสาน (Surfactant Conflict): Tinosorb M เป็นสารกันแดดชนิดกระจายในน้ำที่ใช้ Decyl Glucoside เป็นตัวช่วยกระจายตัว ซึ่ง Decyl Glucoside เป็นสารซักฟอกที่มีค่า HLB สูง (O/W) เมื่อนำมาใส่ในระบบ Water-in-Oil (W/O) ที่คุณใช้ (SiliSolve™ และ Hectorite Gel) สาร O/W นี้จะเข้าไปรบกวนความเสถียรของอีมัลชัน ทำให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะ และอาจทำให้สูตรแยกชั้นหรือคายน้ำมันออกมาได้
- กำจัดอนุภาคออกจากเฟสน้ำ: Tinosorb M ประกอบด้วยอนุภาคออร์แกนิกขนาดเล็ก ในระบบ W/O อนุภาคเหล่านี้จะถูกกักอยู่ในหยดน้ำภายใน หากหยดน้ำไม่สม่ำเสมอหรืออีมัลชันไม่เสถียร อนุภาคเหล่านี้จะเกาะกลุ่มกันจนรู้สึกสากผิว
- การรวมตัวในเฟสน้ำมัน: BEMT เป็นสารกันแดดที่ละลายในน้ำมัน การย้ายมาอยู่ในเฟสน้ำมันจะช่วยกำจัดปัญหาเรื่องอนุภาคในเฟสน้ำ เมื่อละลายจนหมดในตัวทำละลายอย่าง LipidSoft™ C1215 เนื้อสัมผัสที่สากจะหายไป
2. การคาดการณ์ค่า SPF และ PA
จากระบบสารกันแดดที่คุณเสนอ:
- DHHB Ultra-Pure™ (UVA Filter): 5%
- Ethylhexyl Triazone (EHT) (UVB Filter): 4%
- BEMT (Broad Spectrum): 2%
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง:
- SPF (การปกป้อง UVB): คาดหวังได้ในช่วง SPF 30 ถึง 50 เนื่องจาก EHT ที่ 4% เป็นตัวกรอง UVB ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก และ BEMT 2% จะช่วยเสริมการปกป้อง UVB ได้อีกระดับ
- PA (การปกป้อง UVA): คาดหวังได้ที่ระดับ PA++++ โดยปกติ DHHB 5% จะให้ค่าประมาณ PA+++ เมื่อเสริมด้วย BEMT 2% (ซึ่งดูดซับ UVA I/II ได้ดีเยี่ยม) จะช่วยดันค่าการปกป้องขึ้นไปถึงระดับ PA++++ ได้อย่างไม่ยากครับ
คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความสำเร็จของสูตร:
- ตรวจสอบการละลาย: EHT มีข้อจำกัดเรื่องการละลายใน C12-15 Alkyl Benzoate (ละลายได้ประมาณ 4.4%) เนื่องจากคุณใช้ EHT ถึง 4% ในสูตรทั้งหมด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีปริมาณ LipidSoft™ C1215 หรือเอสเทอร์ที่มีขั้วเพียงพอที่จะตรึงสารกันแดดไว้ไม่ให้ตกผลึก หากในเฟสน้ำมันมีซิลิโคนอย่าง Silicone Gel Ultra Clear มากเกินไป สารกันแดดอาจตกผลึกออกมาภายหลังได้
- การใช้ความร้อน: การเตรียม Premix ที่อุณหภูมิ 60–70°C เป็นวิธีที่ถูกต้อง ควรตรวจสอบให้สารกันแดดทั้ง 3 ชนิด (DHHB, EHT, BEMT) ละลายจนใสเคลียร์ในน้ำมันก่อนนำไปทำอีมัลชัน
- ความเสถียรของระบบ W/O: เพื่อเพิ่มความเสถียรและป้องกันการแยกชั้น แนะนำให้เติม Magnesium Sulfate 1% ลงในเฟสน้ำ เพื่อช่วยยึดหยดน้ำให้อยู่ตัวในโครงสร้างซิลิโคน/น้ำมันที่สร้างโดย SiliSolve™ และ Oil-Fix™ W ครับ
ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่กล่าวถึง
Silicone Gel (Ultra Clear, Super Silky)
เครื่องสำอาง
LipidSoft™ C1215 (C12-15 alkyl benzoate)
เครื่องสำอาง
SiliSolve™ (PEG-10 Dimethicone, Odorless)
เครื่องสำอาง
Ethylhexyl Triazone (Octyltriazone, EHT, T150)
เครื่องสำอาง
Oil-Fix™ W (Oil/Silicone, Silica Dimethyl Silylate)
เครื่องสำอาง