สูตรโทนเนอร์ขจัดสิ่งตกค้างหลังล้างหน้าสำหรับผิวผสมเป็นสิวง่าย

ถามโดย: kobmrang เมื่อ: May 29, 2026 ประเภทผลิตภัณฑ์: เครื่องสำอาง Answered

คำถาม

ขอคำแนะนำสูตรโทนเนอร์ขจัดสิ่งตกค้างหลังล้างหน้าค่ะ

ส่วนผสม

คำถาม:

  • สูตรนี้สามารถขจัดสิ่งตกค้างต่างๆ หลังล้างหน้าได้ไหมคะ (เทใส่สำลีเช็ดออกหลังล้างหน้า)
  • ค่า pH ควรอยู่ที่เท่าไหร่
  • โดยรวมแล้วสูตรนี้เหมาะสมหรือไม่คะ สำหรับผิวผสมเป็นสิวง่าย ใช้ประจำเช้าเย็น
  • ตัวโทนเนอร์หลังใช้แล้วจะมีความเหนอะหนะหรือไม่คะ
  • สามารถใช้ร่วมกับเซรั่มลดริ้วรอยอื่นๆ ได้หรือไม่
  • หากสูตรไม่เหมาะสม รบกวนช่วยปรับสูตรและขอคำแนะนำขั้นตอนการผสมด้วยค่ะ

คำตอบ

สรุป: สูตรนี้เหมาะเป็น โทนเนอร์เช็ดหลังล้างหน้าแบบให้ความชุ่มชื้น/แอนติออกซิแดนท์ มากกว่าเป็น cleansing water ค่ะ สามารถช่วยเก็บสิ่งตกค้างบางส่วนได้จาก แรงเช็ดของสำลี และมี Polysorbate 20 ช่วยพาคราบบางส่วนออกได้บ้าง แต่ไม่ควรเคลมว่าใช้แทนการล้างหน้า หรือล้างกันแดด/เมคอัพ/คราบมันได้หมดเหมือนคลีนซิ่งโดยตรง

ตรวจสูตรเดิม

ส่วนผสม ความเห็น
N-Acetyl Cysteine (Glutathione Precursor) 5% อยู่ในเพดานสูงสุดของข้อมูลสินค้า แต่ถือว่าสูงสำหรับโทนเนอร์ใช้เช้า-เย็น อาจมีผลเรื่องกลิ่น ความเป็นกรด ความเหนอะ/ฟิล์ม และการระคายเคือง แนะนำเริ่มทดลองที่ 2–3% ก่อน หากต้องการใช้ 5% ต้องดูผล pH, กลิ่น, skin feel และ stability จริง หลีกเลี่ยงความร้อน อากาศ และแสง
Tomato Natural Water Soluble Color / Tomato Extract 5% ไม่แนะนำที่ 5% หากเป็นวัตถุดิบตามข้อมูลสินค้านี้ เพราะช่วงใช้คือ 0.1–1% แนะนำลดเหลือ 0.1–0.5% หรือไม่เกิน 1% เพราะ 5% เสี่ยงสีเข้ม เหนอะ/ฝืด เสถียรภาพลดลง และเพิ่มภาระระบบกันเสีย
Creatine 100 1% เหมาะสม อยู่ในช่วงการใช้และเข้ากับ pH ที่แนะนำได้
MOIST24 3% ใช้ได้และให้ความชุ่มชื้นดี แต่ถ้าต้องการโทนเนอร์เบา เหมาะกับผิวผสมเป็นสิวง่าย แนะนำลดเป็น 1–2%
Mild Preserved Eco™ 1% อยู่ในช่วงใช้ได้ แต่สูตรน้ำที่มีสารสกัดธรรมชาติควรทำ challenge test ก่อนผลิตขาย หากกันเสียไม่พอค่อยปรับในช่วงที่ข้อมูลสินค้าแนะนำ
Polysorbate 20 2% + น้ำหอม 0.5% ช่วย solubilize น้ำหอมได้ แต่มีโอกาสเพิ่ม afterfeel/ฟอง/ความเหนอะ สำหรับผิวเป็นสิวง่าย แนะนำ ไม่ใส่น้ำหอม หรือใช้ต่ำมาก 0–0.1% ส่วน Polysorbate 20 ให้ทดลองที่ ประมาณ 0.3–1.0% หากไม่ใส่น้ำหอม/ต้องการช่วยเช็ดคราบเล็กน้อย หรือ 1–2% เฉพาะเท่าที่จำเป็นเมื่อใช้ solubilize น้ำหอม แล้วตรวจความใสและการแยกชั้น
Disodium EDTA 0.2% เหมาะสม ควรใส่ในน้ำก่อนวัตถุดิบอื่น
Allantoin 0.3% เหมาะสม แต่ต้องละลายให้หมด และไม่ควรเกินระดับที่ละลายได้ดีที่อุณหภูมิห้อง

pH ที่แนะนำ

ค่า pH สุดท้ายควรอยู่ที่ 4.8–5.0
ช่วงที่พอรับได้ในการทดลองประมาณ 4.5–5.2 เพราะเป็นช่วงที่ทับซ้อนและเข้ากันได้กับ N-Acetyl Cysteine, Creatine 100, Mild Preserved Eco™, Allantoin, Disodium EDTA และ MOIST24

สูตรปรับแนะนำสำหรับทดลอง

เป็น สูตรตั้งต้นสำหรับทดลอง ยังไม่ใช่สูตรสุดท้ายที่ยืนยันเสถียรภาพแล้ว:

  • DI Water: เติมให้ครบ 100%
  • Disodium EDTA: 0.2%
  • Allantoin: 0.2–0.3%
  • Creatine 100: 1.0%
  • N-Acetyl Cysteine: เริ่มที่ 2–3%; ใช้ 5% เฉพาะเมื่อทดสอบแล้วรับกลิ่น pH skin feel และ stability ได้
  • MOIST24: 1–2%
  • Tomato Natural Water Soluble Color / Tomato Extract: 0.1–0.5% และไม่เกิน 1%
  • Mild Preserved Eco™: 1.0–1.5%
  • Polysorbate 20: ประมาณ 0.3–1.0% หากไม่ใส่น้ำหอม/ต้องการช่วยพาคราบออกเล็กน้อย; หรือ 1–2% เฉพาะเท่าที่จำเป็นเมื่อต้อง solubilize น้ำหอม
  • น้ำหอม: แนะนำ 0% หรือถ้าจำเป็นใช้ต่ำมาก 0–0.1%

ขั้นตอนการผสม

  1. ใส่ DI Water ในถังหลัก ใช้อุณหภูมิห้อง หรืออุ่นอ่อน ๆ ไม่เกินประมาณ 40°C
  2. เติม Disodium EDTA คนจนละลายหมด
  3. เติม Allantoin คนจนละลายหมดและไม่เห็นผลึก
  4. เติม Creatine 100 คนจนละลาย
  5. เติม MOIST24 คนให้เข้ากัน
  6. เติม Tomato Natural Water Soluble Color / Tomato Extract ที่ลดเปอร์เซ็นต์แล้ว คนให้สม่ำเสมอ
  7. เติม N-Acetyl Cysteine ในช่วงท้าย หลีกเลี่ยงความร้อน การตีอากาศมาก และแสงแรง
  8. หากยังใช้น้ำหอม ให้ premix น้ำหอม + Polysorbate 20 ก่อนจนสม่ำเสมอ/ใส แล้วค่อยเติมลง phase น้ำ จากนั้นตรวจความขุ่น การแยกชั้น และกลิ่นหลังพักสูตร
  9. เติม Mild Preserved Eco™ ในช่วงท้าย คนให้เข้ากัน
  10. ปรับ pH ไปที่ 4.8–5.0 เติมน้ำให้ครบ 100% คนเบา ๆ กรองหยาบถ้าจำเป็น และบรรจุในภาชนะปิดสนิท/กันแสง
  11. วัด pH หลังผสมเสร็จ และวัดซ้ำหลังพัก 24 ชั่วโมง เพราะ N-Acetyl Cysteine และสารสกัดอาจทำให้ pH เปลี่ยนได้

ความเหนอะและการใช้ร่วมกับเซรั่มลดริ้วรอย

  • สูตรเดิมมีโอกาส เหนอะหรือมีฟิล์ม จาก N-Acetyl Cysteine 5%, tomato extract 5%, MOIST24 3%, Polysorbate 20 2% และน้ำหอม 0.5%
  • โดยทั่วไปสามารถใช้ร่วมกับเซรั่มลดริ้วรอยได้ หาก pH สุดท้ายอยู่ราว 4.8–5.2 และไม่เกิดการแสบ/ระคายเคือง ควรรอให้โทนเนอร์แห้งก่อนลงเซรั่ม
  • หากเซรั่มมี AHA/BHA, retinoid หรือวิตามินซี pH ต่ำ ควร patch test ก่อน และค่อยเพิ่มความถี่ ไม่ควรเริ่มเช้า-เย็นทันทีถ้าผิวระคายง่าย

การทดสอบก่อนผลิตขาย

หากต้องการผลิตขาย แนะนำทำ:

  • Stability test อย่างน้อยที่อุณหภูมิห้อง, 40–45°C, freeze-thaw และ light exposure
  • ตรวจ สี กลิ่น pH ความใส การตกตะกอน การแยกชั้น และคุณภาพจุลินทรีย์
  • ทำ preservative efficacy / challenge test โดยเฉพาะสูตรน้ำที่มีสารสกัดธรรมชาติและมีการใช้กับสำลี
งานอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

เอกสารอ้างอิงที่รองรับข้อสรุปสำคัญในคำตอบนี้

Harry’s Cosmeticology, 9th edition
Harry Harry’s Cosmeticology 2015

General cosmetic formulation reference for toners, solubilization, humectants, preservation, and sensory considerations.

Harry’s Cosmeticology, 9th ed., 2015.

Handbook of Cosmetic Science and Technology, 4th edition
Barel, Paye & Maibach CRC Press 2014

General reference for leave-on skin-care formulation, pH, irritation risk, and preservation/stability testing.

Barel, Paye & Maibach, Handbook of Cosmetic Science and Technology, 4th ed., CRC Press, 2014.

Antimicrobial Preservative Efficacy and Microbial Content Testing
Sutton SVW PDA Journal of Pharmaceutical Science and Technology 2002

General grounding for preservative efficacy/challenge testing principles.

Sutton SVW, Antimicrobial Preservative Efficacy and Microbial Content Testing, PDA Journal of Pharmaceutical Science and Technology, 2002.