ตรวจสอบสูตรโลชั่นฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวและควบคุมความมัน
คำถาม
ช่วยเช็คสูตรให้ทีครับ
A
- glycerin: 2.00%
- propanediol: 1.00%
- Ceracare Liposome 3: 1.00%
B
- D.I. water: 40.00%
- Vitamin B5: 1.00%
- Disodium EDTA: 0.10%
- ActiveProtec™ OX: 1.00%
C
- D.I. water: 20.00%
- Sebum-Reg™ (Capryloyl Glycine): 1.00%
D
- Hyaluronic complex: 5.00% (mix various size, dry weight ประมาณ 0.25% ของสูตร)
- Hydroalgae: 1.00%
- stock Hi-LiconeA (10%): 1.00% (ทำ stock solution ไว้ล่วงหน้าด้วย Butylene glycol ก่อนใส่ต้องคำนวณปริมาณที่ต้องการใช้กลับ เพื่อให้ได้ Hi-LiconeA (10%) เทียบเท่า 0.1-0.2% ของสูตร)
- Prebio-care (Skin Prebiotic): 3.00%
- Vitamin B3: 3.00%
- ActiveProtec™ UV: 0.50%
- Portulaca Extract: 0.50%
- Allantoin: 0.20%
E
- Silk lotion maker: 1.00%
- Sucrose maker: 2.00%
- Hydrogenated Coco-Glycerides (34C): 1.00%
- Protect OX: 0.05%
- Protect UV: 0.05%
F
- Super fruit oil: 2.00% (ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของที่นี่)
- Rose hip oil: 2.00%
- squalane (natural): 1.00%
- vitamin E acetate: 0.50%
G
- Xanthan gum: 0.5%
- My Preserv COS: 1.50%
เติมน้ำให้ครบ 100% และปรับ pH ให้ได้ประมาณ 5-6
คำตอบ
การตรวจสอบและจำแนกส่วนผสม
จากการตรวจสอบสูตรของคุณเทียบกับคลังสินค้าของ MySkinRecipes มีรายละเอียดดังนี้ครับ:
- พบในระบบ (Found): Glycerin, Propanediol, Ceracare™ Liposome-3, Panthenol (Vitamin B5), Disodium EDTA, ActiveProtec™ OX, Sebum-Reg™, Hyaluronic Acid (Standard Molecule), HydroAlgae™, Hi-LiconeA™, Prebio-care, Safe-B3™ (Vitamin B3), ActiveProtec™ UV, Portulaca Extract, Allantoin, Silk Lotion Maker, Sucrose Cream Maker™, Hydrogenated Coco-Glycerides (34C), Protec™ OX, Protec™ UV, Rosehip Oil, Squalane (Olive), Vitamin E (Tocopheryl Acetate), Xanthan Gum.
- ไม่พบในระบบ (Not Found): Super fruit oil (แนะนำให้ใช้ Sea Buckthorn (Fruit) Oil (Virgin, CO2 Extraction) ทดแทน เนื่องจากเป็นน้ำมันจาก "ซูเปอร์ฟรุต" ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูงมาก ให้คุณสมบัติการบำรุงที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าสำหรับส่วนน้ำมันครับ)
การวิเคราะห์สูตรและคำแนะนำทางเทคนิค
สูตรที่คุณจัดทำมามีความสมดุลดีมาก ทั้งในแง่การฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว การควบคุมความมัน และความเสถียรของสูตร อย่างไรก็ตาม มีขั้นตอนทางเทคนิคที่สำคัญเพื่อให้สารสกัดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพดังนี้ครับ:
1. การละลายและการเตรียมส่วนผสม
- Sebum-Reg™ (Capryloyl Glycine): สารตัวนี้มีเงื่อนไขการละลายที่พิเศษ ใน Part C คุณต้องปรับค่า pH ของน้ำให้ สูงกว่า 7 (เช่น การใช้ Triethanolamine) เพื่อให้สารละลายจนใสก่อน จากนั้นเมื่อผสมรวมเป็นสูตรสำเร็จแล้ว จึงค่อยปรับ pH กลับลงมาให้อยู่ในช่วง 5.0–6.0 ซึ่งเป็นช่วงที่สารทำงานได้ดีที่สุดครับ
- Hi-LiconeA™ (Licochalcone A): การเตรียมเป็น Stock 10% ใน Butylene Glycol ถูกต้องแล้วครับ เพราะสารนี้ไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ดีใน Glycol การใช้ที่ 1% ของ Stock (เท่ากับ 0.1% active) เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดในการลดความมันและลดการระคายเคืองครับ
- Ceracare™ Liposome-3: การกระจายตัวใน Glycerin/Propanediol (Part A) โดยใช้ความร้อนช่วยเล็กน้อย (ประมาณ 50°C) จะช่วยให้ไลโปโซมกระจายตัวได้ดีขึ้นก่อนผสมลงในส่วนน้ำครับ
2. การควบคุมอุณหภูมิ
- HydroAlgae™: สารนี้ไวต่อความร้อนสูง ห้ามโดนความร้อนเกิน 40°C เด็ดขาด ควรใส่ใน Part D หลังจากที่เนื้อครีมเย็นตัวลงแล้ว เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการกักเก็บความชุ่มชื้นครับ
- การสร้างเนื้อครีม (Part E & F): เนื่องจากมี Hydrogenated Coco-Glycerides และ Sucrose Cream Maker™ คุณจำเป็นต้องใช้ความร้อน (70–80°C) ทั้งในส่วนน้ำและส่วนน้ำมันเพื่อให้แว็กซ์ละลายและสร้างเนื้อครีมที่สมบูรณ์ แม้ว่า Silk Lotion Maker จะผสมแบบเย็นได้ แต่ในสูตรนี้จำเป็นต้องใช้ความร้อนสำหรับส่วนประกอบอื่นครับ
3. ความเสถียรและค่า pH
- การควบคุม pH: เป้าหมายที่ 5.0–6.0 ถือว่า เหมาะสมมาก เพราะช่วยให้ Vitamin B3 เสถียร (ไม่เปลี่ยนเป็นกรดนิโคตินิกที่ทำให้แสบผิว) รวมถึง Vitamin B5 และ Sebum-Reg™ ก็ทำงานได้ดีในช่วงนี้ครับ
- ระบบป้องกันสูตร: คุณเลือกใช้ระบบป้องกันได้ครอบคลุมมาก การใช้คู่กันทั้ง ActiveProtec™ OX/UV (ในส่วนน้ำ) และ Protec™ OX/UV (ในส่วนน้ำมัน) จะช่วยป้องกันน้ำมันธรรมชาติ (Rosehip, Squalane, Sea Buckthorn) ไม่ให้เหม็นหืน และปกป้องสารสกัดจากแสง UV ได้อย่างดีเยี่ยมครับ
4. เนื้อสัมผัส
- Xanthan Gum: การใช้ที่ 0.5% จะช่วยให้สูตรมีความคงตัวสูงและให้เนื้อสัมผัสที่ลื่นผิวครับ
- Allantoin: ปริมาณ 0.2% สามารถละลายในส่วนน้ำได้ตามปกติและช่วยลดการระคายเคืองได้ดีครับ
โดยรวมแล้วเป็นสูตรระดับมืออาชีพครับ เพียงระวังเรื่องการละลาย Sebum-Reg™ และการใส่ HydroAlgae™ ในขณะที่สูตรเย็นลงแล้วเท่านั้นครับ
การตอบกลับติดตาม
คำถาม:
รบกวนช่วยตรวจเช็คสูตรนี้หน่อยครับ:
A
- Glycerin: 2.00%
- Propanediol: 1.00%
- Ceracare Liposome 3: 1.00%
B
- D.I. water: 40.00%
- Vitamin B5: 1.00%
- Disodium EDTA: 0.10%
- ActiveProtec™ OX: 1.00%
C
- D.I. water: 20.00%
- Sebum-Reg™ (Capryloyl Glycine): 1.00%
D
- Hyaluronic complex: 5.00% (mix various size, dry weight approx. 0.25% of formula)
- Hydroalgae: 1.00%
- Stock Hi-LiconeA (10%): 1.00% (เตรียมเป็น stock ไว้ใน Butylene glycol; คำนวณปริมาณที่ต้องใช้เพื่อให้ได้ Hi-LiconeA (10%) เท่ากับ 0.1-0.2% ของสูตร)
- Prebio-care (Skin Prebiotic): 3.00%
- Vitamin B3: 3.00%
- ActiveProtec™ UV: 0.50%
- Portulaca Extract: 0.50%
- Allantoin: 0.20%
E
- Silk lotion maker: 1.00%
- Sucrose maker: 2.00%
- Hydrogenated Coco-Glycerides (34C): 1.00%
- Protect OX: 0.05%
- Protect UV: 0.05%
F
- Super fruit oil: 2.00%
- Rose hip oil: 2.00%
- Squalane (natural): 1.00%
- Vitamin E acetate: 0.50%
G
- Xanthan gum: 0.5%
- My Preserv COS: 1.50%
เติมน้ำจนครบ 100% และปรับ pH ให้ได้ประมาณ 5-6
ขอสอบถามเพิ่มเติมครับ:
- ถ้าสูตรเหลวเกินไป จนเวลาใช้หัวปั๊มมักจะพุ่งออกไปไกล มีสารเคมีตัวไหนที่ช่วยเพิ่มความหนืดได้ แต่เพิ่มความรู้สึกหนักเล็กน้อย จากที่เคยทดลองมา เพิ่ม Xanthan Gum ไปอีก 0.5% ถึง 1% ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ หรือมีวิธีการแก้ไขปัญหานี้ยังไง
- การที่นำเอา active ingredient ไปผสมกับ glycol บางตัวแยกไว้ก่อน แล้วค่อยนำไปผสมกับสูตรหลักจะช่วยให้ active ingredient ตัวนั้นดูดซึมดีกว่ามั้ย ตัวอย่างเช่น ถ้านำ Ceracare Liposome 3 ไปผสมกับ Propylene Glycol ให้เข้ากันดีก่อน แล้วค่อยนำไปใส่ใน water phase จะช่วยให้การดูดซึมของ Ceracare Liposome 3 ดีขึ้นมั้ย หรือไม่ต่างกันกับใส่ไปใน water phase ทีละอย่าง
คำตอบ:
1. การแก้ไขปัญหาเนื้อเหลวและพุ่งออกจากหัวปั๊ม
สาเหตุที่การเพิ่ม Xanthan Gum (แม้จะเพิ่มถึง 1%) ไม่สามารถแก้ปัญหา "เนื้อพุ่ง" ได้ เป็นเพราะ Xanthan Gum ช่วยเพิ่มความหนืดเฉพาะในส่วนของน้ำ ทำให้เนื้อมีความ "ยืด" หรือ "ลื่น" แบบเจล แต่ไม่มีโครงสร้าง "บอดี้" (Body) หรือความหนักที่เพียงพอจะยึดเหนี่ยวเนื้ออิมัลชันให้คงรูปเวลาถูกแรงดันจากหัวปั๊มครับ
หากต้องการเพิ่มความรู้สึก "หนัก" ของเนื้อครีม และทำให้เนื้อมีความข้นคงตัวแบบครีมมาตรฐาน ควรใช้สารกลุ่ม Fatty Alcohol ผสมในส่วนของน้ำมัน (Part E):
- Cetyl Alcohol: ช่วยเพิ่มเนื้อครีมให้ดูนุ่มนวลและข้นขึ้น โดยไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะจนเกินไป
- Cetearyl Alcohol: ให้ความรู้สึก "หนัก" และช่วยเคลือบผิว (Occlusive) ได้ดีกว่า Cetyl Alcohol ช่วยให้เนื้อครีมมีความเข้มข้นสูง
- Behenyl Alcohol: ช่วยสร้างความหนืดที่เสถียรมาก ให้สัมผัสที่หรูหราและค่อนข้างแมตต์
คำแนะนำ: ลองเพิ่ม Cetyl Alcohol หรือ Cetearyl Alcohol ประมาณ 1.0% – 2.0% ลงใน Part E และต้องใช้ความร้อน 70–80°C ในการหลอม สารตัวนี้จะเปลี่ยนจากโลชั่นเหลวๆ ให้กลายเป็นเนื้อครีมที่มีโครงสร้างชัดเจน และไม่พุ่งกระจายเวลาปั๊มครับ
2. การผสม Active กับ Glycol (Ceracare™ Liposome-3)
สำหรับการนำ Active ไปผสมกับ Glycol แยกไว้ก่อน:
- การกระจายตัว (Dispersion): สำหรับ Ceracare™ Liposome-3 การผสมใน Glycerin หรือ Propylene Glycol ก่อน (โดยใช้ความร้อน >50°C) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ การกระจายตัว ครับ เพื่อให้มั่นใจว่าตัวลิโปโซมจะไม่จับตัวเป็นก้อนเมื่อลงไปในสูตรหลัก
- ประสิทธิภาพ: แม้ว่าตัวลิโปโซมจะถูกออกแบบมาให้นำพาสารเข้าสู่ผิวได้ดีอยู่แล้ว (High Bioavailability) แต่การทำให้สารกระจายตัวได้ละเอียดที่สุดคือวิธีที่ถูกต้องทางเทคนิค เพื่อให้สารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพทั่วทั้งเนื้อผลิตภัณฑ์
- การดูดซึม: ตัว Propylene Glycol เองมีคุณสมบัติเป็นสารนำพา (Penetration Enhancer) อยู่แล้ว การมี Glycol ในสูตรจะช่วยส่งเสริมการดูดซึมของสาร Active ต่างๆ ในภาพรวมได้ดีขึ้นครับ
สรุป: การนำ Ceracare™ Liposome-3 ไปผสมกับ Glycol และอุ่นความร้อนก่อนนำไปใส่ในส่วนน้ำ ตามที่คุณวางแผนไว้นั้น เป็นวิธีที่ดีที่สุดและถูกต้องตามหลักการตั้งตำรับครับ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและเนื้อสูตรที่เนียนละเอียดครับ