วิเคราะห์ส่วนประกอบ SkinCeuticals Retinol 1.0, เนื้อสัมผัส, และความแรง Retinal vs Retinol

ถามโดย: best_singnontad เมื่อ: July 20, 2016 ประเภทผลิตภัณฑ์: เครื่องสำอาง Answered

คำถาม

กำลังใช้ครีมที่ทำเองที่มีส่วนผสมของ Retinal อยู่ค่ะ รู้สึกว่าได้ผลดี แต่เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวเหนอะหนะ อยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับสูตรของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอย่าง SkinCeuticals Retinol 1.0 ค่ะ รบกวนช่วยวิเคราะห์รายการส่วนประกอบด้านล่างนี้ และอธิบายดังนี้ค่ะ:

  • ส่วนประกอบใดบ้างที่ถือเป็นสารออกฤทธิ์?
  • ส่วนประกอบที่ "ไม่ใช่สารออกฤทธิ์" มีหน้าที่อะไรบ้าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัมผัส ความคงตัว และการดูดซึม? เป็นไปได้ไหมที่จะตัดส่วนประกอบที่ไม่ใช่สารออกฤทธิ์ส่วนใหญ่ออกไปโดยที่ประสิทธิภาพและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ยังดีอยู่?
  • ทำไมเปอร์เซ็นต์การใช้ที่แนะนำของ Retinal (เช่น 0.1%) ถึงแตกต่างอย่างมากกับ Retinol (เช่น 1.0%) คะ?

รายการส่วนประกอบของ SkinCeuticals Retinol 1.0:

  • Aqua / Water
  • Propanediol
  • Dimethicone
  • Cetearyl Ethylhexanoate
  • Alcohol Denat.
  • Dipropylene Glycol
  • Ammonium Polyacryloyldimethyl Taurate
  • Hydrogenated Acetophenone
  • Acrylates/C10-30 Alkyl Acrylate Crosspolymer
  • Caprylyl Glycol
  • Triethanolamine
  • Retinol
  • Acrylates/Steareth-20 Methacrylate Copolymer
  • Citric Acid
  • Sodium Citrate
  • Tocopherol
  • Methylsothiazolinone
  • Ceramide 2
  • Ceramide 3
  • Phytosphingosine
  • Cholesterol
  • Bisabolol
  • Hypericum Perforatum Extract
  • Rosa Canina Leaf Extract
  • Silybum Marianum Fruit Extract
  • Passiflora Incarnata Flower Extract
  • Chamomilla Recutita Leaf Extract
  • BHT
  • Cyclomethicone
  • Cyclopentasiloxane
  • Dimethiconol
  • Dimethicone Crosspolymer
  • Caprylic/capric triglyceride
  • Laureth-4
  • Laureth-23
  • Polysorbate 20
  • Dimethicone PEG-7 Isostearate
  • Leureth-7
  • C13-14 Isoparaffin
  • Sodium Polyacrylate
  • Polyacrylamide
  • Shea Butter

คำตอบ

การวิเคราะห์ส่วนประกอบใน SkinCeuticals RETINOL 1.0

จากรายการส่วนประกอบที่ให้มา สามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้:

1. สารออกฤทธิ์ (Active Ingredients)

สารออกฤทธิ์หลักสำหรับการลดเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิวในสูตรนี้คือ Retinol

นอกจากนี้ สูตรยังมีส่วนประกอบที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวและปลอบประโลมผิว ซึ่งถือเป็นสารออกฤทธิ์ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและวัตถุประสงค์:

  • Ceramide 2, Ceramide 3, Phytosphingosine, Cholesterol: เป็นไขมันที่เหมือนกับที่พบในผิวตามธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว เพิ่มความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้น และลดการระคายเคือง
  • Bisabolol, Hypericum Perforatum Extract, Rosa Canina Leaf Extract, Silybum Marianum Fruit Extract, Passiflora Incarnata Flower Extract, Chamomilla Recutita Leaf Extract: เป็นสารสกัดจากพืชที่มีคุณสมบัติช่วยปลอบประโลมผิว ต้านอนุมูลอิสระ และอาจช่วยลดการอักเสบ (ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและคุณภาพของสารสกัด)
  • BHT (Butylated Hydroxytoluene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่บทบาทหลักในเครื่องสำอางมักเป็นการช่วยรักษาคุณภาพของสูตร (เช่น ป้องกันน้ำมันหืน หรือปกป้องสารออกฤทธิ์ที่ไวต่อการเสื่อมสภาพอย่าง Retinol) มากกว่าการให้ประโยชน์โดยตรงต่อผิว

2. สารที่อาจช่วยในการดูดซึม Retinol

ส่วนประกอบหลายชนิดในรายการสามารถช่วยในการนำส่ง การกระจายตัว และอาจรวมถึงการดูดซึม Retinol เข้าสู่ผิวได้:

  • Cyclomethicone, Cyclopentasiloxane, Dimethicone, Dimethiconol, Dimethicone Crosspolymer: ซิลิโคนเหล่านี้ช่วยให้เนื้อผลิตภัณฑ์มีความนุ่มลื่น เกลี่ยง่าย และกระจายตัวบนผิวได้ดี ทำให้สารออกฤทธิ์สัมผัสกับผิวได้อย่างทั่วถึง Cyclopentasiloxane และ Cyclomethicone เป็นชนิดที่ระเหยได้เร็ว ทำให้รู้สึกเบา ไม่เหนอะหนะหลังทา
  • Caprylic/capric triglyceride: เป็นน้ำมันเนื้อเบาที่สามารถละลายสารที่ละลายในน้ำมันได้ดี เช่น Retinol ช่วยให้ Retinol กระจายตัวในสูตรได้ดี และอาจช่วยในการซึมผ่านเข้าสู่ผิว
  • Propylene Glycol: เป็นตัวทำละลายและสารให้ความชุ่มชื้นทั่วไปที่สามารถช่วยเพิ่มการซึมผ่านของสารออกฤทธิ์เข้าสู่ผิวได้
  • Hydrogenated Lecithin: เป็นฟอสโฟลิพิดชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นอิมัลซิไฟเออร์ และอาจมีบทบาทในการช่วยนำส่งสารออกฤทธิ์เข้าสู่ผิว (เช่น การสร้างโครงสร้างคล้ายไลโปโซม)
  • Laureth-4, Laureth-23, Polysorbate 20, Dimethicone PEG-7 Isostearate, Leureth-7: เป็นอิมัลซิไฟเออร์และสารลดแรงตึงผิว บทบาทหลักคือช่วยให้น้ำกับน้ำมันเข้ากันได้ดี ทำให้เนื้อครีมคงตัวและมีเนื้อสัมผัสที่ดี แต่สารลดแรงตึงผิวบางชนิดก็สามารถช่วยให้สารอื่นซึมเข้าผิวได้ดีขึ้นชั่วคราว
  • C13-14 Isoparaffin: เป็นตัวทำละลายและสารปรับเนื้อสัมผัส ช่วยละลายและกระจายส่วนประกอบอื่นๆ

การผสมผสานระหว่างสารให้ความนุ่มลื่น (เช่น Shea Butter, Caprylic/capric triglyceride, ซิลิโคน), ตัวทำละลาย (เช่น Propylene Glycol, Isoparaffin) และอิมัลซิไฟเออร์/สารช่วยนำส่ง (เช่น Hydrogenated Lecithin, Polysorbate 20, Laureths) ในสูตรนี้ น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์ดีและช่วยในการนำส่ง Retinol ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ความเป็นไปได้ในการตัดสารปรุงแต่งเนื้อครีมที่ไม่ใช่ Active ออก

มีความเป็นไปได้สูงมากว่าการตัดส่วนประกอบทั้งหมดที่ไม่ใช่สารออกฤทธิ์ออก จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพ เนื้อสัมผัส และความคงตัวของผลิตภัณฑ์:

  • เนื้อสัมผัสและความรู้สึก: ส่วนประกอบอย่างซิลิโคน (Cyclomethicone, Cyclopentasiloxane, Dimethicone, Dimethicone Crosspolymer, Dimethiconol), สารให้ความนุ่มลื่น (Shea Butter, Caprylic/capric triglyceride), สารเพิ่มความข้น (Sodium Polyacrylate, Polyacrylamide) และตัวทำละลาย (C13-14 Isoparaffin) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเนื้อสัมผัสของครีม ทำให้เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะ และน่าใช้ การตัดส่วนประกอบเหล่านี้ออกน่าจะทำให้ได้เนื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดี อาจเหนียวเหนอะหนะเหมือนที่คุณเคยประสบกับสูตร Retinal ที่ทำเอง
  • ความคงตัว: อิมัลซิไฟเออร์ (Laureth-4, Laureth-23, Hydrogenated Lecithin, Polysorbate 20, Dimethicone PEG-7 Isostearate, Leureth-7) จำเป็นต่อการทำให้น้ำและน้ำมันในครีมเข้ากันได้ดี หากไม่มี สารในสูตรจะแยกชั้น สารต้านอนุมูลอิสระอย่าง BHT สำคัญต่อการปกป้องสารออกฤทธิ์ที่ไวต่อการเสื่อมสภาพอย่าง Retinol จากการถูกทำลายโดยอากาศหรือแสง สารกันเสีย (Methylsothiazolinone) ป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ การตัดส่วนประกอบเหล่านี้ออกจะทำให้สูตรไม่คงตัวและอาจไม่ปลอดภัยต่อการใช้
  • การดูดซึมและการนำส่ง: ดังที่กล่าวไป ส่วนประกอบหลายอย่างที่ดูเหมือนไม่ใช่สารออกฤทธิ์โดยตรง เช่น ตัวทำละลาย สารให้ความนุ่มลื่นบางชนิด และอิมัลซิไฟเออร์ มีบทบาทในการช่วยละลาย กระจายตัว และนำพาสารออกฤทธิ์เข้าสู่ผิว การตัดส่วนประกอบเหล่านี้ออกอาจลดประสิทธิภาพในการดูดซึมและการทำงานของ Retinol และสารออกฤทธิ์อื่นๆ

ดังนั้น แม้จะสามารถปรับลดส่วนประกอบบางอย่างได้ แต่การตัดส่วนประกอบที่ไม่ใช่ Active ทั้งหมดออก มักจะไม่สามารถทำได้เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คงตัว มีประสิทธิภาพ และมีเนื้อสัมผัสที่ดีเหมือนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ส่วนประกอบพื้นฐานของสูตรมีความสำคัญต่อการทำงานของสารออกฤทธิ์

ความแตกต่างด้านความแรงระหว่าง Retinal กับ Retinol

คุณสังเกตถูกต้องแล้วเกี่ยวกับความแตกต่างของเปอร์เซ็นต์การใช้ที่แนะนำระหว่าง Retinal (Retinaldehyde) และ Retinol นี่ไม่ใช่เรื่องของ "เกรด" ที่ต่างกันของสารชนิดเดียวกัน แต่เป็นเพราะสารทั้งสองเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอที่อยู่ในรูปที่แตกต่างกัน มีขั้นตอนการเปลี่ยนรูปไปเป็น Retinoic Acid ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผิวสามารถนำไปใช้ได้จริงแตกต่างกัน:

เส้นทางการเปลี่ยนรูปในผิวคือ:
Retinyl Esters (เช่น Retinyl Palmitate) -> Retinol -> Retinal (Retinaldehyde) -> Retinoic Acid

  • Retinol ต้องผ่าน 2 ขั้นตอนการเปลี่ยนรูปเพื่อเป็น Retinoic Acid
  • Retinal ต้องผ่านเพียง 1 ขั้นตอนการเปลี่ยนรูปเพื่อเป็น Retinoic Acid

เนื่องจาก Retinal อยู่ใกล้เคียงกับ Retinoic Acid มากกว่า ทำให้ Retinal มีความแรง (Potency) สูงกว่า Retinol อย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่าใช้ Retinal ในความเข้มข้นที่ต่ำกว่า ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับการใช้ Retinol ในความเข้มข้นที่สูงกว่าได้ แม้ว่าอัตราส่วนการเทียบเคียงที่แน่นอนจะยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่โดยทั่วไป Retinal มักถูกประเมินว่ามีความแรงมากกว่า Retinol ประมาณ 10 ถึง 20 เท่า

นี่คือเหตุผลที่เปอร์เซ็นต์การใช้ Retinal ที่แนะนำมักจะต่ำกว่ามาก (เช่น 0.05% - 0.1%) เมื่อเทียบกับ Retinol (เช่น 0.1% - 1.0%) ผลิตภัณฑ์ SkinCeuticals ใช้ Retinol 1.0% ซึ่งถือเป็นความเข้มข้นที่สูงสำหรับ Retinol และน่าจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผลลัพธ์ในการลดเลือนริ้วรอยที่ชัดเจน ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับ Retinal ในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำกว่า ประสบการณ์ที่ดีของคุณกับการใช้ Retinal 0.1% ก็สอดคล้องกับความจริงที่ว่า Retinal มีความแรงสูงกว่า Retinol

หากต้องการปรับปรุงเนื้อสัมผัสของสูตร Retinal ที่คุณทำเองให้ไม่เหนียวเหนอะหนะ คุณอาจลองเพิ่มส่วนประกอบที่ช่วยปรับปรุงเนื้อสัมผัสและให้ความนุ่มลื่นที่พบในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น ซิลิโคนเนื้อบางเบา สารให้ความนุ่มลื่นอย่าง Caprylic/capric triglyceride และอิมัลซิไฟเออร์ที่เหมาะสม โดยต้องคำนึงถึงความเข้ากันได้และความคงตัวกับ Retinal ด้วย