เทคนิคการพัฒนาและเปรียบเทียบการทำสูตร Emulsion แบบ Water Drop

ถามโดย: ไม่ระบุชื่อ เมื่อ: January 28, 2026 ประเภทผลิตภัณฑ์: เครื่องสำอาง

คำถาม

หากต้องการพัฒนาสูตร Emulsion ให้เป็นลักษณะ Water Drop จะมีวิธีการอย่างไรบ้าง?

  • โดยเน้นการใช้เทคนิค หรือการผสมสารเดี่ยวโดยไม่ใช้การใส่สารสำเร็จรูป มีขั้นตอนอย่างไร?
  • วิธีการดังกล่าวมีความซับซ้อนและยากกว่าการใช้สารสำเร็จรูปมากน้อยเพียงใด ขอคำอธิบายโดยละเอียด
  • การใช้สารช่วยสำเร็จรูป มีข้อดีกว่าอย่างไรบ้าง?

คำตอบ

การพัฒนาสูตร Emulsion ให้มีลักษณะเป็น Water Drop (หรือ Water Break) คือการสร้างระบบ Water-in-Oil (W/O) หรือ Water-in-Silicone (W/Si) ในรูปแบบที่เรียกว่า Macro-emulsion ซึ่งหยดน้ำภายในจะมีขนาดใหญ่พอที่จะ "แตกตัว" ออกมาให้เห็นเป็นหยดน้ำเมื่อได้รับแรงถูบนผิว

1. วิธีการพัฒนาสูตร Water Drop โดยไม่ใช้สารสำเร็จรูป (ใช้สารเดี่ยว)

การทำ Water Drop ด้วยตนเองโดยใช้สารเดี่ยว (Single Ingredients) ต้องอาศัยการควบคุมปัจจัยหลายอย่างให้สมดุล:

ก. การเลือกสารประสาน (Emulsifier):

  • ต้องใช้ Emulsifier สำหรับระบบ W/O หรือ W/Si โดยเฉพาะ เช่น Water-in-Oil EZ™ (Cetyl PEG/PPG-10/1 Dimethicone) ซึ่งเป็นสารประสานที่นิยมใช้สร้างเนื้อครีมที่นุ่มลื่นและแตกตัวได้ดี
  • สารช่วยความเสถียร (Electrolytes): จำเป็นต้องใส่เกลือ เช่น Magnesium Sulfate หรือ Sodium Chloride ประมาณ 0.5-1% ในส่วนของน้ำ เพื่อช่วยให้โครงสร้างมีความเสถียรขณะอยู่ในบรรจุภัณฑ์

ข. เทคนิคการผสม (หัวใจสำคัญ):

  • การเติมน้ำลงในน้ำมัน: ต้องค่อยๆ หยดส่วนของน้ำลงในส่วนของน้ำมัน (ที่มี Emulsifier ผสมอยู่) ทีละน้อยในขณะที่ปั่นตลอดเวลา
  • แรงปั่น (Shear Force): ห้ามใช้เครื่อง Homogenizer หรือการปั่นความเร็วสูงเกินไป เพราะจะทำให้หยดน้ำมีขนาดเล็กเกินไป (Micro-emulsion) จนไม่ยอมแตกตัวบนผิว ต้องใช้ความเร็วต่ำ (ประมาณ 500-1,000 รอบต่อนาที) เพื่อรักษาโครงสร้าง Macro-emulsion ไว้

2. ความซับซ้อนและยากกว่าการใช้สารสำเร็จรูปแค่ไหน?

การใช้สารเดี่ยวมีความยากกว่าในหลายด้าน:

  1. ความสมดุลที่เปราะบาง: หากสูตรเสถียรเกินไป น้ำจะไม่แตกตัว แต่ถ้าเสถียรน้อยไป สูตรจะแยกชั้นตั้งแต่อยู่ในขวด
  2. ความไวต่อความเร็วการปั่น: หากปั่นนานหรือแรงเกินไปเพียงเล็กน้อย เนื้อครีมจะกลายเป็นครีมธรรมดาที่ไม่แตกตัวเป็นหยดน้ำทันที
  3. ผลกระทบจากสารบำรุง: สารบำรุงบางชนิด (เช่น Glycols ในปริมาณสูง) อาจไปทำลายโครงสร้างการแตกตัวได้ง่ายกว่าการใช้สารสำเร็จรูป

3. การใช้สารช่วยสำเร็จรูป (Ready-made Emulsifier) มีข้อดีกว่าอย่างไร?

สารสำเร็จรูปอย่าง WaterBreaker™ (สำหรับระบบซิลิโคน) หรือ WaterDropper™ (สำหรับระบบน้ำมันธรรมชาติ) ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้:

  • ความง่าย: สารเหล่านี้ถูกปรับสัดส่วน Emulsifier และสารช่วยสร้างเนื้อมาให้ลงตัวแล้ว ทำให้โอกาสที่สูตรจะล้มเหลวหรือแยกชั้นต่ำมาก
  • การแตกตัวที่สม่ำเสมอ: ถูกออกแบบมาให้สร้าง Macro-emulsion ได้ง่าย แม้ใช้การกวนด้วยมือหรือเครื่องปั่นความเร็วต่ำทั่วไป ก็จะได้หยดน้ำที่สวยงาม
  • ความเสถียรสูง: ทนต่อสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดีกว่าการใช้สารเดี่ยวที่อาจแยกชั้นได้ง่ายหากสัดส่วนไม่แม่นยำ
  • ประหยัดเวลา: ลดขั้นตอนการลองผิดลองถูกในการหาจุดสมดุลระหว่าง "ความเสถียร" และ "การแตกตัว"

สรุป: หากต้องการความรวดเร็วและผลลัพธ์ที่แน่นอน การใช้สารสำเร็จรูปอย่าง WaterBreaker™ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่หากต้องการควบคุมต้นทุนและปรับแต่งเนื้อสัมผัสอย่างละเอียด การฝึกใช้สารเดี่ยวอย่าง Water-in-Oil EZ™ ร่วมกับเทคนิคการปั่นความเร็วต่ำก็เป็นสิ่งที่ท้าทายและคุ้มค่าครับ

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่กล่าวถึง

Water-in-Oil EZ™ (Cetyl PEG/PPG-10/1 Dimethicone)
Water-in-Oil EZ™ (Cetyl PEG/PPG-10/1 Dimethicone)
เครื่องสำอาง
Magnesium Sulfate (High Purity, Cosmetics Grade)
Magnesium Sulfate (High Purity, Cosmetics Grade)
เครื่องสำอาง
Sodium Chloride (High Purity, 99.9%)
Sodium Chloride (High Purity, 99.9%)
เครื่องสำอาง
WaterBreaker™ (e.q. Supersil 5500, WaterDropSil)
WaterBreaker™ (e.q. Supersil 5500, WaterDropSil)
เครื่องสำอาง
WaterDropper™ (e.q. EcoDropGel)
WaterDropper™ (e.q. EcoDropGel)
เครื่องสำอาง