การเติมสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะรุมเพื่อความคงตัวและการจดแจ้ง อย.

ถามโดย: 24beewin เมื่อ: August 22, 2025 ประเภทผลิตภัณฑ์: เครื่องสำอาง

คำถาม

กำลังจะผลิตน้ำมันมะรุม ต้องการทราบว่าควรเติมสารใดในปริมาณ 1% เพื่อช่วยให้สามารถจดแจ้ง อย. ได้ และสารนั้นสามารถเข้ากันได้ดีกับน้ำมันมะรุม เช่น วิตามิน หรือสารต้านอนุมูลอิสระ

คำตอบ

สำหรับการผลิตน้ำมันมะรุมของคุณ การเติมสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมเพื่อช่วยเพิ่มความคงตัวของผลิตภัณฑ์และอาจช่วยในการขออนุญาตจาก อย. ได้ วิตามินอีสามารถละลายได้ในน้ำมันและเข้ากันได้ดีกับน้ำมันพาหะต่างๆ เช่น น้ำมันมะรุม

เราขอแนะนำให้ใช้วิตามินอีของเรา เช่น Vitamin E (Tocopheryl Acetate) หรือ Vitamin E (dl-alpha tocopherol) ทั้งสองชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันน้ำมันไม่ให้เหม็นหืนและยืดอายุการเก็บรักษาได้ การเติมในความเข้มข้น 1% เป็นอัตราส่วนที่นิยมใช้และมีประสิทธิภาพสำหรับวัตถุประสงค์นี้

วิตามินอีในรูปแบบเหล่านี้เข้ากันได้ดีกับน้ำมันมะรุม และมีการใช้อย่างแพร่หลายในการผลิตเครื่องสำอางเพื่อคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและประโยชน์ต่อผิว

การตอบกลับติดตาม

summerlabthai
December 14, 2025 13:47
คำถาม:

สำหรับการใช้สารต้านอนุมูลอิสระในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (เช่น น้ำมันมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโรสแมรี่) วิตามินอีทั้งสองชนิด—Vitamin E (Tocopheryl Acetate) (ID 65) และ Vitamin E (dl-alpha tocopherol) (ID 135)—สามารถใช้ได้เหมือนกับการใช้ในน้ำมันมะรุมหรือไม่?

นอกจากนี้ ในเรื่องของความเข้มข้น ควรใช้ในอัตราส่วนใด:

  • ความเข้มข้นรวมกันทั้งหมด 1% (เช่น วิตามินอีแต่ละชนิด 0.5%)?
  • หรือ 1% ของวิตามินอีแต่ละชนิด (รวมเป็นความเข้มข้นทั้งหมด 2%)?
คำตอบ:

ใช่ค่ะ วิตามินอีทั้งสองชนิด—Vitamin E (Tocopheryl Acetate) (ID 65) และ Vitamin E (dl-alpha tocopherol) (ID 135)—มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการใช้ในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าวและโรสแมรี่ เช่นเดียวกับน้ำมันมะรุม

ความเหมาะสมสำหรับน้ำมันมะพร้าวและโรสแมรี่

  1. น้ำมันมะพร้าว: วิตามินอีทั้งสองชนิดสามารถละลายในน้ำมันได้ดี และเข้ากันได้กับน้ำมันตัวพา (Carrier Oil) เช่น น้ำมันมะพร้าว (โดยเฉพาะ Fractionated Coconut Oil, ID 169 ซึ่งเป็นเกรดเครื่องสำอางทั่วไป) ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันและยืดอายุการเก็บรักษาของน้ำมัน
  2. โรสแมรี่: หากคุณใช้โรสแมรี่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (เช่น Rosemary Oleoresin Extract (ROE), ID 167) การใช้ร่วมกับวิตามินอีเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากคำอธิบายผลิตภัณฑ์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ประสิทธิภาพสูงของ ROE จะดีที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับวิตามินอี เนื่องจากมีผลเสริมฤทธิ์กัน (Synergistic Effect) ในการต้านอนุมูลอิสระ

คำแนะนำเรื่องความเข้มข้น

สำหรับความเข้มข้น 1% ที่สอบถามมา ควรเป็น ความเข้มข้นรวมทั้งหมด ของระบบสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ใช่ 1% ของส่วนผสมแต่ละตัว

  • รวม 1%: หากคุณเลือกใช้วิตามินอีทั้งสองชนิด คุณควรตั้งเป้าให้ ความเข้มข้นรวมกันทั้งหมดอยู่ที่ 1% (เช่น ID 65 0.5% และ ID 135 0.5% หรือสัดส่วนอื่น ๆ ที่รวมกันได้ 1%) ความเข้มข้นนี้มักใช้เพื่อให้ทั้งการป้องกันการเกิดออกซิเดชันของน้ำมัน และเพื่อให้ได้รับประโยชน์ต่อผิวจากวิตามินอีด้วย
  • ไม่แนะนำให้ใช้ 1% ของแต่ละตัว (รวม 2%): เนื่องจากคำอธิบายของ Vitamin E (Tocopheryl Acetate) ระบุว่าการใช้เกิน 0.5% อาจทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะบนผิวได้ และการใช้ในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นสำหรับการป้องกันน้ำมันอาจไม่คุ้มค่า
  • สำหรับการป้องกันน้ำมันอย่างเดียว ความเข้มข้นที่ต่ำกว่านี้ก็เพียงพอแล้ว (เช่น 0.01% ถึง 0.1% รวม) แต่หากต้องการประโยชน์ต่อผิวด้วย การใช้รวม 1% ถือเป็นอัตราที่ใช้ได้ผลและเป็นที่นิยม

คำแนะนำเพื่อความเสถียรสูงสุด:
เพื่อความเสถียรที่ดีที่สุด ลองพิจารณาใช้ Rosemary Oleoresin Extract (ROE) (ID 167) ในอัตราส่วนที่แนะนำ (0.02%-0.1%) ร่วมกับวิตามินอีชนิดใดชนิดหนึ่ง การผสมผสานนี้จะให้ระบบต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงและเสริมฤทธิ์กัน

summerlabthai
December 30, 2025 15:22
คำถาม:

จากสูตรแชมพูน้ำมันมะพร้าวที่กำลังพัฒนา ผลลัพธ์ที่ได้มีค่า pH อยู่ที่ 6.4 แต่ต้องการปรับลดให้อยู่ในช่วง 5-6 ครับ

จึงมีข้อสงสัยดังนี้:

  1. มีวิธีหรือขั้นตอนอย่างไรในการปรับลดค่า pH ของสูตรแชมพูให้ลงมาอยู่ในช่วงที่ต้องการ?
  2. รบกวนขอตัวอย่างการคำนวณ % ของสารต่างๆ ที่ใช้ในสูตร (เช่น สำหรับการผลิตขนาด 1,000 กรัม) เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนจากเปอร์เซ็นต์เป็นน้ำหนักกรัมตามขนาดการผลิตจริงด้วยครับ

โดยในสูตรมีการใช้งานส่วนประกอบหลักเช่น Sulfate Free Shampoo Base, Poly-Conditioner Eco และ Fractionated Coconut Oil ครับ

คำตอบ:

ในการปรับค่า pH ของสูตรแชมพูที่ใช้ Sulfate Free Shampoo Base (pH 7, Clear, Foaming) (ID: 1107) จาก 6.4 ลงมาให้อยู่ในช่วง 5-6 และตัวอย่างการคำนวณส่วนประกอบ มีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. วิธีการปรับค่า pH ให้ลดลง

คุณสามารถใช้สารปรับค่า pH ที่เป็นกรดเพื่อลดค่า pH ของสูตรลงได้ โดยตัวเลือกที่นิยมและใช้งานง่ายมีดังนี้ครับ:

  • Citric Acid (กรดมะนาว) (ID: 30693): เป็นกรดชนิดผงที่ละลายน้ำได้ง่ายมาก
  • Lactic Acid (กรดแลคติก) (ID: 7768): เป็นกรดชนิดของเหลว ใช้งานสะดวก

ขั้นตอนการปรับ:

  1. เตรียมสารละลายกรด: หากใช้ Citric Acid แนะนำให้ละลายในน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1 (เช่น กรด 10 กรัม ต่อน้ำ 10 กรัม) เพื่อให้ค่อยๆ หยดปรับได้ง่าย
  2. การเติม: หลังจากผสมส่วนผสมอื่นๆ เข้ากันดีแล้ว ให้ค่อยๆ หยดสารละลายกรดลงในสูตรทีละน้อย (เช่น ครั้งละ 0.1% หรือไม่กี่หยด)
  3. การวัดผล: คนให้เข้ากันแล้วใช้เครื่องวัด pH หรือกระดาษวัด pH ทดสอบ ทำซ้ำจนกว่าจะได้ค่า pH ในช่วง 5-6 ตามต้องการ

2. ตัวอย่างการคำนวณสูตรแชมพู (น้ำมันมะพร้าว)

เพื่อให้ได้แชมพูที่มีความอ่อนโยนและบำรุงเส้นผม โดยใช้ Fractionated Coconut Oil (ID: 169) ซึ่งเป็นน้ำมันมะพร้าวชนิดพิเศษที่ไม่อุดตันและเข้ากับสูตรได้ดี มีตัวอย่างสัดส่วนดังนี้ครับ:

ตัวอย่างสูตร (รวม 100%):

  1. Sulfate Free Shampoo Base (ID: 1107): 35% (สารซักฟอกหลัก)
  2. Poly-Conditioner Eco (ID: 1080): 2% (ช่วยให้ผมนุ่มลื่น ไม่พันกัน)
  3. Fractionated Coconut Oil (ID: 169): 0.5% (น้ำมันบำรุงผม แนะนำใช้ปริมาณน้อยเพื่อไม่ให้กระทบฟอง)
  4. Water (น้ำสะอาด/น้ำกลั่น): 61.5% (ส่วนที่เหลือเพื่อให้ครบ 100%)
  5. Preservative (สารกันเสีย): 1% (ตามสัดส่วนที่ผู้ผลิตแนะนำ)
  6. Citric Acid (ID: 30693): (ปริมาณเล็กน้อยเพื่อปรับ pH)

ตัวอย่างการคำนวณสำหรับทำแชมพู 1,000 กรัม (1 กิโลกรัม):

  • Sulfate Free Shampoo Base: 1,000 x 35% = 350 กรัม
  • Poly-Conditioner Eco: 1,000 x 2% = 20 กรัม
  • Fractionated Coconut Oil: 1,000 x 0.5% = 5 กรัม
  • Preservative: 1,000 x 1% = 10 กรัม
  • Water: 1,000 - (350 + 20 + 5 + 10) = 615 กรัม

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • การผสม: ควรผสมส่วนของน้ำ สารบำรุง และสารกันเสียให้เข้ากันก่อน แล้วจึงเติม Sulfate Free Shampoo Base ลงไป คนเบาๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดฟองมากเกินไป
  • ความหนืด: หากต้องการให้แชมพูมีความข้นหนืดมากขึ้น สามารถเติมเกลือ (Sodium Chloride) ประมาณ 0.5-1.5% หลังจากปรับ pH เรียบร้อยแล้วครับ

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่กล่าวถึง

Vitamin E (Tocopheryl Acetate)
Vitamin E (Tocopheryl Acetate)
เครื่องสำอาง
Vitamin E (dl-alpha tocopherol)
Vitamin E (dl-alpha tocopherol)
เครื่องสำอาง
Moringa Oil (Refined)
Moringa Oil (Refined)
เครื่องสำอาง
Rosemary Oleoresin Extract (ROE)
Rosemary Oleoresin Extract (ROE)
เครื่องสำอาง
Fractionated Coconut Oil
Fractionated Coconut Oil
เครื่องสำอาง
Poly-Conditioner Eco
Poly-Conditioner Eco
เครื่องสำอาง
Sulfate Free Shampoo Base (pH 7, Clear, Foaming)
Sulfate Free Shampoo Base (pH 7, Clear, Foaming)
เครื่องสำอาง
Citric Acid (Anhydrous, Natural)
Citric Acid (Anhydrous, Natural)
เครื่องสำอาง