ลำดับการทาเซรั่มและความเสถียร: การผสม AKA Pitera กับ Specialist Serum B3 สำหรับผิวแพ้ง่ายและผิวมัน
คำถาม
ดิฉันมีผิวแพ้ง่ายและผิวมัน ต้องการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและกระจ่างใส ดิฉันใช้เซรั่มหลายตัวและต้องการคำแนะนำในการใช้งาน:
- สามารถผสม AKA Pitera (Galactomyces Ferment Filtrate) เข้ากับ Hyalu B3 Serum (Specialist Serum B3) โดยการเขย่ารวมกันในขวดเพื่อใช้ได้หรือไม่?
- ลำดับการทาเซรั่ม 4 ตัวต่อไปนี้ที่แนะนำสำหรับผิวชุ่มชื้น กระจ่างใส ผิวแพ้ง่ายและค่อนข้างมัน ควรเป็นอย่างไร?
- ANR Serum Base
- Specialist Serum B3
- Hyalu B5 Serum
- H.A Filler Serum
- เซรั่มตัวใดในสี่ตัวนี้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้บริเวณรอบดวงตา?
คำตอบ
1. การผสม AKA Pitera กับ Hyalu B3 Serum (Specialist Serum B3)
คำแนะนำ: โดยทั่วไป ไม่แนะนำ ให้ผสม AKA Pitera (Galactomyces Ferment Filtrate, ID 357) ในปริมาณมากกับ Specialist Serum B3 (ID 127411) โดยการเขย่ารวมกันในขวด
- ความเสถียรและการเก็บรักษา: ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดถูกออกแบบมาพร้อมระบบสารกันเสียและความเสถียรเฉพาะตัว การผสมรวมกันอาจทำให้ระบบสารกันเสียเจือจางลง ซึ่งอาจนำไปสู่การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์หรือการแยกชั้นของเนื้อผลิตภัณฑ์เมื่อเวลาผ่านไป
- วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด: วิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการ ทาแบบเลเยอร์ (Layering) หากลูกค้าต้องการผสมเพื่อใช้ทันที สามารถผสมผลิตภัณฑ์ทั้งสองอย่างในปริมาณเล็กน้อย (เท่าเมล็ดถั่ว) บนฝ่ามือแล้วทาได้เลย
ข้อควรระวังสำหรับผิวแพ้ง่าย/ผิวมัน:
- Specialist Serum B3 (ID 127411) มีส่วนผสมของ Glycolic Acid (2%) และ Niacinamide (5%) Glycolic Acid เป็น AHA ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและให้ความกระจ่างใส แต่สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวแพ้ง่ายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ทุกวัน Niacinamide 5% เหมาะสำหรับการควบคุมความมันและความกระจ่างใส แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง (Flushing) ในผู้ใช้บางรายที่มีผิวแพ้ง่าย
- AKA Pitera (ID 357) มีคุณสมบัติช่วยปลอบประโลมและให้ความชุ่มชื้น ซึ่งสามารถช่วยลดโอกาสการระคายเคืองจาก B3 Serum ได้
2. ลำดับการทาเซรั่มที่แนะนำ
ลำดับการทาเซรั่มที่ดีที่สุดคือการทาจาก เนื้อบางเบาที่สุดไปหาเนื้อหนักที่สุด หรือ สารออกฤทธิ์/กรดก่อน ตามด้วยการให้ความชุ่มชื้น/ปลอบประโลม และสุดท้ายคือการเสริมเกราะป้องกันผิว
สำหรับวัตถุประสงค์ของลูกค้า (ชุ่มชื้น, กระจ่างใส, ผิวแพ้ง่าย/ผิวมัน) ลำดับที่แนะนำคือ:
- Specialist Serum B3 (ID 127411): ทาเป็นอันดับแรก เซรั่มนี้มีเนื้อบางเบาที่สุดและมีกรดออกฤทธิ์ที่เข้มข้นที่สุด (Glycolic Acid) เพื่อความกระจ่างใสและการผลัดผิว ในช่วงแรก ควรใช้เพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ทุกวัน เนื่องจากมี Glycolic Acid
- H.A. Filler Serum (ID 127667): ทาเป็นอันดับที่สอง เนื้อเจลเหลวนี้ให้ความชุ่มชื้นเบื้องต้นและมี HEPES ซึ่งเป็นสารช่วยผลัดผิว/เพิ่มการซึมผ่านอย่างอ่อนโยน
- Hyalu B5 Serum (ID 126127): ทาเป็นอันดับที่สาม เจลใสนี้ช่วยปลอบประโลมผิวได้ดีมาก เนื่องจากมี Panthenol (B5, 3%) และ Madecassoside (1%) ในปริมาณสูง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลอบประโลมผิวแพ้ง่ายและเพิ่มความชุ่มชื้น
- ANR Serum Base (ID 31602): ทาเป็นอันดับสุดท้าย เจลเหลวขุ่นนี้มีเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นที่สุด มีส่วนผสมของ Bifida Ferment Lysate และ Squalane เพื่อช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวและกักเก็บความชุ่มชื้น
- (หากใช้ AKA Pitera ให้ทาทันทีหลังทำความสะอาด/โทนเนอร์ หรือผสมกับ Hyalu B5 Serum บนฝ่ามือ)*
3. เซรั่มที่ควรหลีกเลี่ยงรอบดวงตา
เซรั่มที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังสูงสุดบริเวณรอบดวงตาที่บอบบางคือ:
- Specialist Serum B3 (ID 127411): เนื่องจากมีส่วนผสมของ Glycolic Acid (2%) ซึ่งเป็น Alpha Hydroxy Acid (AHA) อาจรุนแรงเกินไปสำหรับผิวที่บางและแพ้ง่ายรอบดวงตา
เซรั่มอื่น ๆ (ANR, Hyalu B5, H.A. Filler) มุ่งเน้นไปที่การให้ความชุ่มชื้นและการซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเหมาะสำหรับบริเวณรอบดวงตา แต่ควรทดสอบการแพ้ก่อนเสมอ โดยเฉพาะ ANR Serum Base (ID 31602) นั้นเหมาะสำหรับบริเวณรอบดวงตาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีส่วนผสมที่มักพบในผลิตภัณฑ์ซ่อมแซมรอบดวงตา (เช่น Bifida Ferment Lysate และ Squalane)
ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่กล่าวถึง
Galactomyces Ferment Filtrate (aka Pitera)
ANR Serum Base (Compare to Estee)
Hyalu B5 Serum (Compare Roche-Posay)