สูตรน้ำหอมแห้ง 100 ตลับ และการแก้ปัญหาแยกชั้น

ถามโดย: panuwaty_chp เมื่อ: April 04, 2017 ประเภทผลิตภัณฑ์: เครื่องสำอาง Answered

คำถาม

รบกวนขอสูตรน้ำหอมแห้ง อย่างง่ายครับ

อยากทำน้ำหอมแห้ง อย่างง่ายที่ประหยัดที่สุด จะทำเป็นของที่ระลึกงานประชุม จำนวน 100 ตลับ ละ 5 กรัม ต้องใช้อะไรเท่าไหร่บ้างครับ

ขอบคุณครับ

ขอสอบถามเพิ่มเติม

  • ต้องใช้สารกันเสียด้วยมั้ยครับผม
  • สารกันเสียตัวไหนครับผม
  • น้ำมันมะพร้าวที่ทำกับข้าว ได้มั้ยครับ
  • หรือใช้น้ำมันปาล์มได้มั้ยครับ

ขอบคุณครับ

ปัญหาที่เจอหลังลองทำ

ผมลองทำแล้วครับ น้ำหอมกับน้ำมัน มันแยกชั้นกันครับ พอเทใส่ตลับแล้ว น้ำหอมอยู่ด้านล่าง ส่วนแว็กซ์แข็งเป็นสีขาวด้านบน แก้ยังไงดีครับ

สูตรและขั้นตอนที่ลองทำ

ละลายแว็กซ์กับน้ำมันพร้อมกันครับ โดยไมโครเวฟ ออกจากเตาวัด temp ~ 60 c ใส่น้ำหอมและวิตามินอี คนวนไป แล้วหยอดลงตลับอะลูมิเนียมครับ

คำตอบ

สูตรน้ำหอมแห้งอย่างง่าย (สำหรับ 100 ตลับ ตลับละ 5 กรัม)

จากเป้าหมายของคุณที่ต้องการทำน้ำหอมแห้งแบบง่ายและประหยัดสำหรับของที่ระลึกงานประชุม และปัญหาที่คุณพบเรื่องการแยกชั้น หัวใจสำคัญในการทำให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดีคือการใช้สารประสานหรือตัวช่วยกระจายน้ำมันอย่าง Oil Blender

สูตรที่เคยได้รับพร้อมกับการเพิ่ม Oil Blender เข้าไปเพื่อช่วยประสานส่วนของน้ำมัน/น้ำหอมเข้ากับแวกซ์ จะช่วยแก้ปัญหาการแยกชั้นที่คุณพบได้ นี่คือสูตรที่ปรับปรุงแล้วและปริมาณที่ต้องใช้สำหรับทำทั้งหมด 500 กรัม (เพียงพอสำหรับ 100 ตลับ ตลับละ 5 กรัม):

สูตร (รวม 100%)

  • Fractionated Coconut Oil: 47% (235 กรัม)
  • Natural White Beeswax: 25% (125 กรัม)
  • Fragrance Compound: 24.5% (122.5 กรัม)
  • Vitamin E (Tocopheryl Acetate): 0.5% (2.5 กรัม)
  • Oil Blender: 3% (15 กรัม)

รวม: 100% (500 กรัม)

ขั้นตอนการทำ:

  1. รวม Fractionated Coconut Oil, Natural White Beeswax และ Oil Blender ในภาชนะที่ทนความร้อนได้
  2. ให้ความร้อนกับส่วนผสมอย่างอ่อนโยน (เช่น ใช้ไมโครเวฟหรือหม้อตุ๋น) จนกว่าบีส์แวกซ์จะละลายหมดและส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี ใช้อุณหภูมิประมาณ 60°C เหมือนที่คุณเคยทำ
  3. นำออกจากความร้อนและปล่อยให้เย็นลงเล็กน้อย แต่อย่าให้เย็นจนเริ่มข้นหรือแข็งตัว
  4. เติม Fragrance Compound และ Vitamin E (Tocopheryl Acetate) ลงในส่วนผสมที่ยังอุ่นอยู่
  5. คนให้เข้ากันดีเพื่อให้ส่วนผสมทั้งหมดกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
  6. รีบเทส่วนผสมลงในตลับอะลูมิเนียมของคุณก่อนที่จะเย็นและแข็งตัว
  7. ปล่อยให้เย็นสนิทที่อุณหภูมิห้องจนแข็งตัว

เกี่ยวกับสารกันเสีย:

ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากสูตรนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำ โดยทั่วไปจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารกันเสียเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตาม หากบรรจุภัณฑ์หรือการใช้งานมีโอกาสทำให้ผลิตภัณฑ์สัมผัสกับความชื้น คุณอาจพิจารณาเพิ่มสารกันเสียเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้นได้

หากคุณเลือกที่จะเพิ่มสารกันเสีย แนะนำให้ใช้ Mild Preserved Eco ในอัตรา 1% ของสูตรทั้งหมด หากคุณเพิ่ม Mild Preserved Eco 1% คุณจะต้องลดปริมาณ Fractionated Coconut Oil ลง 1% เพื่อรักษาสัดส่วนรวมให้เป็น 100%

  • Mild Preserved Eco: 1% (5 กรัม)
  • Fractionated Coconut Oil (ปรับลด): 46% (230 กรัม)

น้ำมันที่แนะนำ:

สำหรับส่วนประกอบของน้ำมัน สิ่งสำคัญคือต้องใช้น้ำมันที่ไม่เหม็นหืนง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กลิ่นน้ำหอมเปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป ตัวเลือกที่แนะนำได้แก่:

  • Fractionated Coconut Oil
  • Jojoba Oil
  • Olive CLEAR

ไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันสำหรับทำอาหาร เช่น น้ำมันมะพร้าวธรรมดา หรือน้ำมันปาล์ม เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดกลิ่นหืนได้ง่าย

อัปเดตคำตอบ
อัปเดตการตรวจสอบ: พฤษภาคม 2026

ส่วนนี้ถูกเพิ่มหลังจากตรวจสอบคำตอบเดิมเทียบกับข้อมูลสินค้าและความรู้ล่าสุด ณ ช่วงเวลาที่ระบุ

อัปเดต 2026-05-17

แม้ว่าระบบที่ใช้บีส์แวกซ์และน้ำมันแบบดั้งเดิมยังคงเป็นแนวทางที่ใช้ได้ แต่มาตรฐานการผลิตและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในปัจจุบันได้มีการพัฒนาขึ้น

  1. ความปลอดภัยและมาตรฐานน้ำหอม: ระดับน้ำหอม 24.5% ไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้จากเพียงแค่เปอร์เซ็นต์ เราจำเป็นต้องมีเอกสาร IFRA ล่าสุดสำหรับหัวเชื้อน้ำหอมที่ใช้อย่างเจาะจง น้ำหอมแห้งจัดอยู่ในกลุ่ม IFRA Category 4 ดังนั้นผู้จำหน่ายน้ำหอมต้องยืนยันว่าหัวเชื้อน้ำหอมนี้ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ระดับ 24.5% หรือสูงกว่าใน Category 4 หากระดับสูงสุดที่อนุญาตต่ำกว่า 24.5% สูตรต้องลดระดับน้ำหอมลง หรือเปลี่ยนไปใช้หัวเชื้อน้ำหอมที่ออกแบบมาสำหรับการใช้ใน Category 4 ที่สูงกว่า ทั้งนี้ ใบรับรอง IFRA ช่วยยืนยันการปฏิบัติตามข้อกำหนดการใช้น้ำหอม แต่ไม่สามารถใช้แทนการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำเร็จรูปหรือข้อกำหนดการติดฉลากในแต่ละท้องถิ่นได้

  2. ทางเลือกเบสสมัยใหม่: สำหรับน้ำหอมแห้งสมัยใหม่ การใช้เบสสำเร็จรูปอย่าง Oil Stick Base มักเป็นแนวทางการพัฒนาที่ดีกว่าการพึ่งพาเพียงบีส์แวกซ์ น้ำมันตัวพา และสารประสาน เนื่องจากถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำหอมได้สูงและให้สัมผัสที่เรียบเนียนเป็นมืออาชีพมากกว่า อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการทดสอบความเข้ากันได้และความเสถียรกับน้ำหอมที่เลือก

  3. ความใสและลักษณะปรากฏ: ระบบบีส์แวกซ์มักจะมีความขุ่นหรือมีลักษณะเป็นแวกซ์ตามธรรมชาติ หากเป้าหมายของคุณคือแท่งน้ำหอมที่ใสและดูหรูหรา ต้องเลือกและทดสอบระบบเบสเพื่อให้ได้ลักษณะดังกล่าว แทนที่จะสมมติว่าบีส์แวกซ์จะให้ความใสได้

  4. การติดทนและสารตรึงกลิ่น: สารช่วยตรึงกลิ่น เช่น Flora Fix™ หรือ Musk Fix™ อาจช่วยปรับปรุงโปรไฟล์ของกลิ่นหรือการรับรู้ถึงความติดทน แต่ไม่ได้รับประกันการติดทนที่ยาวนานขึ้น และต้องได้รับการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐาน IFRA รวมถึงปริมาณน้ำหอมรวมด้วย

  5. ความเสถียรและขั้นตอนการทำ: Oil Blender สามารถช่วยให้ระบบบีส์แวกซ์/น้ำมันแบบเดิมมีความสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้สูตรที่มีน้ำหอมสูงปลอดภัยหรือเป็นไปตามมาตรฐานโดยอัตโนมัติ หากยังคงใช้ระบบบีส์แวกซ์ ควรผสมน้ำหอมเข้ากับส่วนของน้ำมันและ Oil Blender ก่อนที่จะนำไปผสมกับแวกซ์ที่ละลายแล้ว และควรทำการทดสอบความเสถียรเพื่อป้องกันการแยกชั้น (การเกิด "เหงื่อ" ของน้ำมัน) รวมถึงทดสอบความเข้ากันได้กับบรรจุภัณฑ์

การอัปเดตที่ปลอดภัยที่สุดคือการยืนยันการอนุญาตตามมาตรฐาน IFRA Category 4 ก่อน จากนั้นจึงทำการทดสอบความเสถียรและประสาทสัมผัสโดยเปรียบเทียบระบบบีส์แวกซ์แบบเดิมกับแนวทางเบสน้ำหอมแท่งแบบใหม่