แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการผสม Cysteamine HCL: ความเสถียร ค่า pH และการจัดการกลิ่น

Asked by: padeyas On: February 12, 2026 Product Type: Cosmetics

Question

ต้องการสอบถามเกี่ยวกับการจัดตำรับ Cysteamine เนื่องจากไม่เคยผสมสารตัวนี้มาก่อน และทราบว่ามีความยุ่งยากเรื่องความไม่คงตัวและกลิ่น โดยมีข้อมูลเบื้องต้นดังนี้:

  • อุณหภูมิ: ควรเก็บผลิตภัณฑ์ในตู้เย็น และเก็บสารละลายที่ผสมแล้วที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส
  • ค่า pH: ค่า pH ที่เหมาะสมคือ 4.2 สามารถใช้ Glycolic Acid ในการปรับค่า pH ให้เหมาะสมได้หรือไม่?
  • การจับประจุโลหะ: ใช้ Deionized water และ/หรือสารจับประจุ (Chelating agent) เพื่อลดการเกิด Metal oxidation ควรใช้สารตัวไหนดี แนะนำเป็น EDTA หรือไม่?
  • สารต้านอนุมูลอิสระ: ทราบมาว่า Catalase ช่วยลดการเสื่อมสภาพได้ ควรใช้ที่กี่เปอร์เซ็นต์? และมีสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นแนะนำอีกไหม? หากใช้ Ergothioneine จะเหมาะสมหรือไม่?
  • ออกซิเจน: เพื่อลดการเสื่อมสภาพ อาจจะผสมในถุงสุญญากาศ (Cryo-vac sealed bag)

จากปัจจัยข้างต้น ต้องการทราบข้อมูลดังนี้:

  1. วิธีที่ดีที่สุดในการละลาย Cysteamine คืออะไร?
  2. หากเตรียมเบสเซรั่มหรือครีมที่มีค่า pH เหมาะสมและเติมส่วนผสมอื่นๆ (EDTA, Catalase, สารคุมกลิ่น) ไว้แล้ว สามารถเติม Cysteamine ลงไปในเบสนั้นโดยตรงได้หรือไม่?
  3. มีเบสครีมหรือเซรั่มตัวไหนแนะนำเป็นพิเศษสำหรับสูตรนี้หรือไม่?

Answer

การผสม Cysteamine HCL เป็นเรื่องที่ท้าทายเนื่องจากสารสลายตัวได้ง่าย (Oxidation) และมีกลิ่นแรง จากข้อมูลทางเทคนิคของ CysWhite™ (Cysteamine HCL) และส่วนผสมที่เกี่ยวข้อง ขอแนะนำวิธีการเตรียมดังนี้ครับ:

1. วิธีการละลาย Cysteamine ที่ดีที่สุด

Cysteamine HCL สามารถละลายในน้ำได้ดีมาก วิธีที่ดีที่สุดคือการละลายใน ส่วนของน้ำ (Water Phase) ที่อุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่า

  • หลีกเลี่ยงความร้อน: ไม่ควรใช้ความร้อนเกิน 30-40 องศาเซลเซียสในขณะผสม เพราะความร้อนจะเร่งการเสื่อมสภาพ
  • ลำดับการผสม: ควรละลายสารจับประจุ (EDTA) และสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำก่อน เพื่อ "ปกป้อง" น้ำก่อนที่จะเติม Cysteamine ลงไป

2. การปรับค่า pH

  • Glycolic Acid: คุณสามารถใช้ Glycopure™ (Glycolic Acid) ในการปรับค่า pH ได้ อย่างไรก็ตาม Cysteamine HCL มีฤทธิ์เป็นกรดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับเบสที่คุณใช้ คุณอาจพบว่าค่า pH ต่ำอยู่แล้ว และอาจจำเป็นต้องปรับค่า pH ขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ได้ค่าเป้าหมายที่ 4.2
  • ความเสถียร: ค่า pH ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความเสถียรและประสิทธิภาพคือช่วง 3.5–4.5

3. สารจับประจุและสารต้านอนุมูลอิสระ

  • สารจับประจุ (Chelating Agent): แนะนำให้ใช้ Disodium EDTA ในอัตรา 0.1-0.2% เพื่อจับประจุโลหะในน้ำ ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา Oxidation ของ Cysteamine
  • สารต้านอนุมูลอิสระ:
    • Ergothioneine: การใช้ EGT-Max™ (Ergothioneine) ที่ระดับ 0.5-1.0% เป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง
    • สารช่วยคงตัวเฉพาะทาง: สำหรับ Cysteamine แนะนำอย่างยิ่งให้เติม ActiveProtec™ OX ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยยืดอายุของ Cysteamine ในสูตรที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบโดยเฉพาะ
    • Catalase/SOD: ในทางเครื่องสำอาง SOD (Superoxide dismutase) เป็นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่เสถียรและสามารถใช้แทน Catalase ได้ดี

4. การควบคุมกลิ่น

กลิ่นคล้ายไข่เน่าเป็นปัญหาหลัก แนะนำให้เติม Odor-Kill™ ในอัตรา 1-2% ลงในสูตร เพื่อช่วยดูดซับและกำจัดกลิ่นกำมะถันของ Cysteamine โดยเฉพาะ

5. เบส (Base) ที่แนะนำ

หากต้องการเติม Cysteamine ลงในเบสสำเร็จรูป เบสนั้นต้องทนต่อค่า pH ต่ำและทนต่อ Electrolyte (เกลือ) ได้ดี

  • เบสครีม: แนะนำ CreamMaker Acid™ ซึ่งถูกออกแบบมาให้คงตัวได้ดีในสภาวะที่เป็นกรด (pH 3-5.5) เหมาะสำหรับทำครีม Cysteamine
  • เบสเซรั่ม: หากทำเป็นเซรั่ม ควรเลือกใช้สารสร้างเนื้อเจลที่ทนต่อ Electrolyte (เช่น Xanthan Gum) เนื่องจาก Cysteamine HCL มีฤทธิ์เป็นเกลือซึ่งอาจทำให้เนื้อเจลทั่วไปคืนตัวได้

6. การบรรจุและการเก็บรักษา

  • การไล่ออกซิเจน: การผสมในระบบสูญญากาศเป็นวิธีที่ดีมาก และสำหรับบรรจุภัณฑ์สุดท้าย จำเป็นต้องใช้ขวดปั๊มสูญญากาศ (Airless Pump) เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อสัมผัสกับอากาศระหว่างการใช้งาน
  • อุณหภูมิ: ควรเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาประสิทธิภาพของสารสำคัญให้ยาวนานที่สุด

คำแนะนำเพิ่มเติม: หากต้องการความเสถียรสูงสุด ควรพิจารณาทำสูตรแบบ Anhydrous (ไม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ) เนื่องจาก Cysteamine จะมีความเสถียรมากกว่าเมื่อไม่ได้อยู่ในน้ำครับ