(ปัจจุบัน อย. ประเทศไทย ยังไม่อนุญาติให้ใช้ในอาหาร, สินค้ารายการนี้ ใช้เพื่อการวิจัยเท่านั้น)
α-tocopheryl succinate 1210IU (α-TOS, vitamin E succinate) ความบริสุทธิ์ 96.0–102.0% เป็นเอสเตอร์ของวิตามิน E (d‑α‑tocopherol) กับกรดซักซินิก จัดเป็นอนุพันธ์วิตามิน E ที่ใช้ในอาหารเสริมและถูกศึกษามากในเชิงกลไกการออกฤทธิ์ต่อไมโทคอนเดรียของเซลล์มะเร็ง ลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวหรือเกือบขาว ละลายน้ำได้เล็กน้อย ละลายในอะซิโตนและเอทานอล และละลายได้ดีมากในเมทิลีนคลอไรด์ เหมาะสำหรับใช้เป็นแหล่งวิตามิน E ในสูตรอาหารเสริม
| ผลประโยชน์ |
ขนาดยาที่ใช้ในการศึกษาโดยทั่วไป* |
ผลการศึกษาในมนุษย์ |
แหล่งข้อมูลคุณภาพสูง |
| การสนับสนุนวิตามิน E และสารต้านอนุมูลอิสระ |
ประมาณ 200–400 มก./วัน ของวิตามิน E ซักซิเนต (หรือเทียบเท่า) ต่อเนื่องหลายสัปดาห์–หลายเดือน |
ข้อมูลในมนุษย์ส่วนใหญ่มาจากผลิตภัณฑ์วิตามิน E เอสเตอร์ (เช่น ซักซิเนต/TPGS) และสูตรวิตามิน E ผสม ซึ่งช่วยคงระดับวิตามิน E และตัวชี้วัดสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด แต่ยังไม่มีข้อสรุปด้านผลลัพธ์ทางคลินิกที่ชัดเจน. |
PubMed |
| การวิจัยร่วมกับการรักษามะเร็ง (ก่อนคลินิก) |
งานวิจัยในหลอดทดลองใช้ความเข้มข้นระดับ 10–50 µM; งานในสัตว์ใช้ขนาดมก./กก. (ไม่สามารถแปลงตรงเป็นขนาดอาหารเสริมได้) |
α‑TOS กระตุ้นการตายของเซลล์ (apoptosis) อย่างจำเพาะต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิด และลดการเจริญของก้อนมะเร็งในสัตว์ทดลองจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อบ่งใช้รักษามะเร็งและข้อมูลผลลัพธ์ในมนุษย์ยังจำกัดมาก. |
PMC |
| ตัวช่วยเพิ่มการละลายและการดูดซึมยา (อนุพันธ์ TPGS) |
โดยทั่วไปใช้ TPGS ประมาณ 100–300 มก./วัน ในผลิตภัณฑ์ทางปาก หรือปริมาณน้อยกว่านั้นในฐานะสารช่วย |
อนุพันธ์ที่ละลายน้ำได้ของวิตามิน E ซักซิเนต (เช่น TPGS) ถูกใช้กว้างขวางเป็นสารช่วยในยาเพื่อเพิ่มการละลายและการดูดซึมของยาที่ละลายน้ำได้น้อย ข้อมูลบ่งชี้ถึงความทนต่อผลิตภัณฑ์ที่ดีเมื่อใช้ในช่วงขนาดปกติ. |
PubMed |
*ขนาดข้างต้นเป็นเพียงช่วงที่พบในงานวิจัยหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง สูตรและปริมาณจริงของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน α‑TOS ไม่ใช่ยารักษามะเร็งและไม่ควรถูกนำเสนอว่าใช้รักษาโรคโดยลำพัง
ไฮไลท์เชิงกลไก
- การออกฤทธิ์แบบ Mitocan: α‑Tocopheryl succinate สะสมที่ไมโทคอนเดรียของเซลล์มะเร็งและสามารถยับยั้งเอนไซม์ complex II (succinate dehydrogenase) ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (ROS) เพิ่มขึ้นและเหนี่ยวนำ apoptosis โดยออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งมากกว่าเซลล์ปกติ.
- การกระตุ้นสัญญาณการตายของเซลล์: ส่งเสริมสัญญาณ pro‑apoptotic เช่น ระบบ Fas/FasL และวงจร sphingomyelin–ceramide นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความซึมผ่านของเยื่อหุ้มไมโทคอนเดรียและการทำงานของ caspase.
- ความแตกต่างจาก α‑tocopherol: ฤทธิ์ต้านมะเร็งหลายประการของ α‑TOS ไม่พบในวิตามิน E รูปแบบอิสระ บ่งชี้ถึงบทบาทด้านโครงสร้างเยื่อหุ้ม การสัญญาณ และการกำหนดเป้าหมายไมโทคอนเดรีย นอกเหนือจากการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไป.
ความปลอดภัยและการใช้งานจริง
- ช่วงการใช้เป็นอาหารเสริมโดยทั่วไป: สูตรอาหารเสริมมักใช้วิตามิน E ซักซิเนตราว 200–400 มก./วัน ซึ่งใกล้เคียงกับกรอบปริมาณสูงสุดของวิตามิน E รวมที่แนะนำ แต่ยังไม่มี “ขนาดยามาตรฐาน” ของ α‑TOS สำหรับการรักษาโรคในมนุษย์.
- ข้อควรระวังด้านขนาดสูง: การได้รับวิตามิน E ปริมาณสูง โดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณ 400 IU/วันขึ้นไป มีรายงานสัญญาณเสี่ยงเลือดออกและอัตราการเสียชีวิตทั้งหมดที่สูงขึ้นในบางกลุ่ม จึงไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองเกินคำแนะนำ.
- ปฏิกิริยาระหว่างยา: ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น วาร์ฟาริน แอสไพริน DOACs) หรือมีภาวะขาดวิตามิน K เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก.
- กลุ่มที่ควรอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์: หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคตับ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็งด้วยยา/รังสีบำบัดควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น.
- ข้อจำกัดด้านหลักฐาน: ปัจจุบันยังไม่มีขนาดและแนวทางการใช้ α‑TOS ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองในมนุษย์สำหรับการรักษามะเร็งหรือเสริมภูมิคุ้มกัน ข้อมูลส่วนใหญ่เป็น in vitro และสัตว์ทดลอง จึงไม่แนะนำให้ใช้ขนาดสูงด้วยตนเอง.
- ข้อคิดเชิงปฏิบัติ: ประโยชน์ที่มีข้อมูลชัดเจนที่สุดในมนุษย์อยู่ที่อนุพันธ์ที่ละลายน้ำได้ เช่น TPGS ซึ่งแพทย์ใช้รักษาภาวะขาดวิตามิน E ในผู้ป่วยดูดซึมไขมันผิดปกติ ส่วนผลิตภัณฑ์วิตามิน E ซักซิเนตที่หาซื้อทั่วไปไม่ควรถูกมองว่าใช้รักษาหรือป้องกันมะเร็ง และไม่ปลอดความเสี่ยงเมื่อใช้ขนาดสูงร่วมกับการรักษาอื่น.